Profil de vowpailin::+::VoW'S LiFe LeSS OrD...PhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
|
30 août Ponyo : Simply didn't impress me that much หนังที่ดี...ไม่จำเป็นต้องบีบน้ำตา นี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนิยามของคนหลายคน ที่ประทับใจ Ponyo ในความเรียบง่าย แต่ Ponyo ไม่ได้ทำให้รู้สึกอย่างนั้น...ไม่รู้ว่าตัวเองโชคร้ายรึเปล่า พล็อตที่เรียบง่ายของ Ponyo หนังที่เกี่ยวกับสัตว์ใต้ทะเลในจินตนาการของ Hayao Miyazaki อาจจะทำให้หลายคนประทับใจในความบริสุทธิ์ของความรัก ของโปเนียวที่อยากจะหลบหนีออกจากชีวิตเดิมๆ ใต้ทะเลภายใต้การควบคุมของ "พ่อ" เพื่อมาเป็นมนุษย์ โดยมีซูโซเกะ..เด็กหนุ่มวัย 5 ขวบ..เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ เช่นเดียวกับ Little Mermaid ภาคฝรั่ง แต่สำหรับเราแล้ว ถือว่าเป็นความพยายามที่ยังประทับใจไม่พอ กับเนื้อหาหลายๆ ส่วนที่อาจไม่ make sense นัก และการขาด chemistry ระหว่างตัวละครสองตัว (เอิ่ม มันก็เด็ก 5 ขวบ กับปลาอายุ 5 ขวบอ่ะนะ) มันเหมือนกับว่าโปเนียวต้องการเพียงแค่อยากจะเหมือนๆ กับใครคนอื่นเขาบนบก อยากที่จะมาอยู่เป็นมนุษย์ แค่อยากจะหลบหนีพ่อมา ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนจุดเดียวกันกับที่ Sleepless in Seatles มี และเป็นจุดที่ Almost Famous มีเป็นจุดแข็งของเรื่อง โปเนียวจะรู้ได้ยังไงว่าโซซูเกะจะดูแลโปเนียวไปตลอด แล้วทำไมโปเนียวถึงจะคิดว่าตัวเองจะต้องพึ่งโซซูเกะไปตลอดด้วยล่ะ? การทะเยอทะยานอยากจะมาเป็นมนุษย์ของโบเนียวนั้นมันคือการแสดงออกซึ่งปมด้อยรึเปล่า? เฉกเช่นเดียวกับที่ไมเคิล แจ็คสันอยากจะเป็นคนขาวรึเปล่า..อันนี้ก็ต้องลองคิดเอา หากเป็นปลาแล้วโปเนียวสามารถพึ่งตัวเองได้ทุกอย่าง มีความสามารถพิเศษ ทำโน่นทำนี่ได้ (MJ ขณะผิวดำ?) ในขณะที่ตอนเป็นมนุษย์จะทำอะไรไม่ได้เลย (แถมอาจจะต้อง suffer ด้วย) ทำไมจะต้องอยากมีรูปลักษณ์อย่างนั้น เพราะโซซูเกะก็น่าจะชอบโปเนียวอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่เป็นปลา แต่อย่างว่า...มันก็คือคำถามเดียวกับที่จะถาม Hans Christian Anderson กับพล็อตของ Little Mermaid ข้อดีของหนังก็คือสไตล์ ด้วยความที่เป็นการ์ตูนสองมิติวาดมืดซึ่งเดี๋ยวนี้แทบจะหาไม่ได้แล้วในฮอลีวู้ดหรือแม้กระทั่งในเอเชียเองก็ลดน้อยลง มันคือความคลาสสิคที่ทำให้หนัง Ponyo มีเสน่ห์ ที่หวังว่าดีสนีย์จะหันกลับมาทำแบบนี้อีกบ้าง สรุปคือไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความคาดหวังที่ตั้งเอาไว้สูงหรือไม่ ขอให้อย่างมากก็ 3 ดาวครึ่งก็แล้วกัน... 22 juin The Day I've Been Waiting For T_Tในที่สุด โปรเจ็คค้างโกดังอายุ 14 ปีก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาซักที...Indiana Jones 4 ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ถ่ายทำไปแล้วเมื่อวานนี้
กำหนดฉายซัมเมอร์ปีหน้า T_T (น้ำตาไหลด้วยความปลื้มปิติ)
The Man With The Hat is Back
June 21, 2007 For the first time since 1989, Harrison Ford dons the familiar costume on Thursday, June 21, 2007, as the upcoming Indiana Jones adventure begins production under the direction of Steven Spielberg. The new Indiana Jones movie is set in the 1950s and stars Shia LaBeouf, Cate Blanchett, John Hurt, Ray Winstone and Jim Broadbent. The Lucasfilm Ltd. production will be released by Paramount Pictures worldwide on May 22, 2008.
Photo by Steven Spielberg.
กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ....แก่มั่กค่ะ .....ป๋า...จะ 64 แล้วนะคะป๋า......ยังวิ่งไหวอยู่เหรอเคอะ..!?! 29 mars เรื่องน่าอึ้งเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับวงการบันเทิง1) ภาพ...ภาพนี้...
palm says: "นั่นปกแฮรรี่ หรืออลาดินอ่ะ" Jojo : เขียนไม่ออก says: "Fantastic Four อะไรเทือกๆนั้น" (ไม่ได้อำ มันคือของจริง ปกแฮรี่ เล่ม 7) 2) มิวสิควิดีโอนี้ http://www.youtube.com/watch?v=cQ25-glGRzI Avril Lavigne's "Girlfriend" เธอเปี้ยนไป๋..~ (โปสเตอร์อย่างเดียวไม่ได้บ่งบอกอะไร ต้องดูมิวสิคเท่าน้าน....ชมพูปิ๊งวิ้ง วิ้ง วิ้ง มาก)
9 décembre National Board of Review Awardsจะขึ้นปีใหม่ทีไร กระแสครึกครื้นหนังออสการ์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือหนึ่งในรางวัลแรกๆ ของปี....รางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์สหรัฐ
สรุปรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์สหรัฐฯ ประจำปี 2006 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม: Letters from Iwo Jima - หนังภาษาญี่ปุ่นของปู่คลิน อีสวู้ด กำกับยอดเยี่ยม: มาร์ติน สกอร์เซซี จาก The Departed - สงสารเฮียแกเหรอ ... กำกับชิ้นแรกยอดเยี่ยม: เจสัน ริทแมน จาก Thank You For Smoking ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม: Volver บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม: แซค เฮล์ม จาก Stranger Than Fiction บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม: รอน ไนสแวนเนอร์ จาก The Painted Veil ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม: The Departed นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม: ฟอร์เรส วิทเทเกอร์ จาก The Last King of Scotland นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม: เฮเลน เมียร์เรน จาก The Queen - บอกแล้ว เป็นไงล่ะ ...หะหะหะหะ นักแสดงชายสมทบยอดเยี่ยม: จิมอน ฮอนซู จาก Blood Diamond นักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยม: แคเธอรีน โอ'ฮารา จาก For Your Consideration นักแสดงหน้าใหม่ชายยอดเยี่ยม: ไรอัน โกสลิง จาก Half Nelson นักแสดงหน้าใหม่หญิงยอดเยี่ยม: เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน จาก Dreamgirls และ ริงโกะ คิคูชิ จาก Babel ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม: An Inconvenient Truth - เฮียกอร์ของเรา..นะ ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นยอดเยี่ยม: Cars 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2006 ของสมาคมนักวิจารณ์สหรัฐฯ Letters from Iwo Jima Babel Blood Diamond The Departed The Devil Wears Prada - เอ่อ Flags of Our Fathers The History Boys - อังกี๊ด อังกฤษ Little Miss Sunshine Notes on a Scandal The Painted Veil 5 ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมแห่งปี 2006 ของสมาคมนักวิจารณ์สหรัฐฯ Volver Curse Of The Golden Flower Days Of Glory Pan's Labyrinth - ฮ่าๆๆ หนังเด็กโรคจิตนี่ติดกับเค้าด้วยวุ้ย Water 28 octobre Evita
ไปดูมาแล้ว Evita the Musical ที่เพิ่งนำกลับมาแสดงใหม่เมื่อปีที่แล้ว ณ Adelphi Theatre ลอนดอน หลังจากที่เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 1978 และอยู่ยงคงกระพันถึง 7 ปีเต็ม โดยฝีมือการแต่งเพลงของ Andrew Lloyd Webber เจ้าเดิม (Phantom of the Opera, Cats) และเจ้าของเนื้อร้องอย่าง Tim Rice
Evita เอ่ยชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เนื่องจากเมื่อปี 1996 เรื่องราวของอีวา เปรอง ภรรยาของฮวน เปรอน อดีตประธานาธิปดีของอาร์เจนตินา ผู้นี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เพลงอีกครั้ง นำแสดงโดย Madonna, Antonio Banderas และ Jonathan Pryce
Evita เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอีวา เปรอง ตั้งแต่สมัยอายุ 15 ปี จากเด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่ง ที่ไต่เต้าขึ้นมาโดยใช้ความสามารถและเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามของเธอจนได้มาอยู่ที่จุดสูงสุดของชีวิต ในขณะที่ตัวละครอย่าง เช กูวาร่า ก็ได้ถูกนำเข้ามาสร้างสีสันในแง่ของการเสียดสีอีวา เปรอง อย่างไม่เหลือชิ้นดี
ว่ากันด้วยเรื่องของโปรดักชั่นซึ่งไม่น่าจะต่างอะไรนักกับต้นฉบับเมื่อปี '78 ก็ทำออกมาได้ในระดับโอเค และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักในเรื่องของเทคโนโลยี สำหรับศตวรรษที่ 21 แล้ว Evita ฉบับนี้ไม่ได้มีอะไรหวือหวาอลังการณ์ในแง่ของฉาก ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในแง่ของดนตรี...เรียกได้ว่าคลาสสิคในแบบเก่าๆ มีไว้สำหรับผู้ชมที่ยังเป็นหนุ่มสาวเมื่อราว 28 ปีที่แล้วได้หวนระลึกถึงวันคืนเดิมๆ
สำหรับนักแสดง ซึ่งนำโดย Elena Roger ถ้าไม่นับสำเนียงอาร์เจนติเนียนอันน่ารำคาญหูของเธออย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าละครจะไม่มีบทพูดก็ตาม (สำหรับบางคนอาจจะเรียกมันว่าเป็นเสน่ห์ก็ได้) ก็เรียกได้ว่าน้ำเสียงของเธอนั้นอยู่ในขั้นใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นไปมากกว่านักแสดงละครเพลงคนอื่นทั่วไป ทรงพลัง แต่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ดูเหมือนนักวิจารณ์ส่วนใหญ่จะชอบเธอซะเหลือเกิน ซึ่งเมื่อเทียบกับเจ๊มะดันเน่า (Madonna) แล้ว แน่อน Elena กินขาดในเรื่องของความเป็น classical แต่แหลมปรี๊ดของเจ๊มะดันเน่าของเราดันมีเสน่ห์กว่า ติดหูกว่ายังไงยังงั้นนั้น (แต่ก็นะความเป็น pop celebrity ก็ทำให้คุณโดนด่าได้เสมอ) ส่วน Matt Rawle ที่รับบทเป็น เช นั้นเรียกได้ว่าโดดเด่นในเรื่องของการแสดง ทว่าเสียงร้องของเขาอยู่ในระดับไม่ต่างกับ Antonio Banderas มากนัก แม้ว่า Antonio จะอัดมาแล้วหลายเทคก็ตาม!
เรียกได้ว่า หากคุณไม่ใช่แฟนตัวจริงของ Evita แล้วล่ะก็ ดูละครก็ไม่ต่างอะไรจากการดูหนังฉบับปี '96 มากนัก หากไม่ได้บัตรลด (ซึ่งในกรณีนี้ข้าพเจ้าได้มาจาก Ebay - ขอบคุณไหมที่ช่วยบิด last second) ก็อาจจะไม่ค่อยคุ้มนักกับค่าตั๋วราคา 55 ปอนด์ ซึ่งแพงหูฉี่
เป็นละครที่สั้นแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง และข้อดีของมันก็คือเป็นละครที่ช่วยพิสูจน์ได้ว่า ความเตี้ยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นนางเอก เพราะ Elena Roger มีความสูงเพียงแค่ 153cm เท่านั้น!!~
ว้าว อย่างงี้เราก็เป็นนางเอกกะเค้าได้แล้วสิ..........
ด๊อง คราย ฟอ มี อาเจนที้นา....
Eva & Juan Peron คนแคระกับยักษ์ - -'
Elena Roger & Lord Andrew Lloyd Webber ที่ยืนยิ้มแก้มปริรับตังค์อีกแล้วครับท่าน
ส้นสูง 4 นิ้วก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้มาก
พ่อ Che รูปหล่อ ตัวจริงมาเห็นคงจะดีใจไม่น้อย จบการรายงานเพียงแค่นี้ ไว้มีตังค์ดูละครอีกเมื่อไหร่จะมานำเสนอกันนะค้า... 28 septembre Harry Potter and the Order of Phoenixกำหนดวันฉายในประเทศอังกฤษไว้แล้วที่ 13 July 2007 สำหรับภาคที่ 5 ของหนัง Harry Potter
โดย Harry Potter and the Order of Phoenix นั้นกำกับโดย David Yates ชาวอังกฤษ ผู้กำกับที่โลดแล่นอยู่ในวงการทีวีเสียเป็นส่วนใหญ่
David Yates นี้ถือว่าเป็นผู้กำกับคนที่ 4 แล้ว สำหรับ Harry Potter หลังจาก Chris Columbus, Alfonso Cauron และ Mike Newell และถือว่าเป็นผู้กำกับชาวอังกฤษคนที่สอง ต่อจาก Newell
จะว่าไปหนังแล้ว หนัง Hary Potter ก็ดูเหมือนจะถูกใช้เป็นทางผ่านสำหรับผู้กำกับหลายๆคน ใครก็ได้ที่อยากได้ชื่อหรือประสบการณ์ก็จะยอมมาทำ พอได้เข้ามาทำแล้วก็จากไป เพราะมองว่าทำต่อไปก็มีแต่เสียหรือไม่ก็เท่าตัว ในขณะที่ผู้กำกับใหญ่ๆ ที่ JK Rowling วางตัวเอาไว้ตอนต้น อย่าง Spielberg หรือหลายๆคน ก็กลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ช่างเป็นหนังภาคต่อที่อาภัพยิ่งนัก...
ก็นะ เจ๊ JK ชอบทำตัวเหมือนเป็นโปรดิวเซอร์เองนี่หว่า ชอบไปยุ่งกับบทเค้าตลอดเวลา ผู้กำกับดังๆที่ไหนเค้าอยากจะมาศิโรราบให้คุณเธอ..แหม!
อ๊ะ..รูป..เรียกน้ำย่อย
รวม Cast นะฮ้า..ภาคนี้คงจะได้เห็น เคที่ เหลียง หรือ โชแชง กันเต็มๆ
ดูเหมือนว่าโตแล้ว เฮอร์ไมนี่จะไปได้รุ่งที่สุดทางด้านหน้าตา
อ๊ายยย สีชมพูซะแร้ว หนูเฮอร์..รสนิยมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ
คุณนาย Umbridge นี่เอ๊ง...รับบทโดย Imelda Staunton ดาราอังกฤษผู้ได้รับเสนอชื่อชิงออสการ์จาก Vera Drake ของ Mike Lee
Umbridge ก็สีชมพู เหอๆๆ
โดยภาค 5 ของ Harry Potter นี้ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ของผู้กำกับ เนื่องจากความหนาของหนังสือ เนื้อหาที่เข้มข้น และมีลักษณะเป็นหนังเชื่อมระหว่างภาคก่อนและภาคหลัง ซึ่งเป็นอารมณ์เดียวกับ The Two Towers ของไตรภาค Lord of the Rings แต่รุนแรงน้อยกว่า..
ว่าแล้วก็อยากอ่านหนังสือภาค 7 เร็วๆ จังเนอะ ตายๆ ไปซะที เจ้าแฮรี่เนี่ย (อ้าว!) 26 septembre เมื่อ ควีน ปะทะ โทนี่เพิ่งไปดูหนังเรื่อง The Queen มา เป็นหนังเกี่ยวกับควีนอลิซาเบธที่สอง กับโทนี่ แบลร์ อ๊ะ เกี่ยวกันยังไงเนี่ย อืม มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองของควีน และโทนี่ แบลร์ ภายหลังการตายของเจ้าหญิงไดอาน่า ซึ่งราชวงศ์ไม่โปรดปรานนัก เมื่อโทนี่กลายมาเป็นพระเอกเต็มตัว พยายามจะช่วยเหลือควีนให้พ้นภัยจากสื่อและเสียงครหาจากชาวอังกฤษ เหอๆๆ อะไรจะโปรโมตพี่โทนี่ปานนั้น!! นี่ถ้าพี่แกไม่ประกาศลงจากตำแหน่งภายใน 1 ปี นี่จะคิดว่าเป็นแผนหาเสียงนะเนี่ย ...ก็ในเรื่องออกจะ caring เท่ เป็นพระเอกขนาดนั้น...!!! (...ดูแล้วก็คิดถึงพี่โทนี่คนเก่าตอนที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ ที่ปัจจุบันไม่เหลืออีกแล้ว โดนบุชปู้ยี้ปู้ยำซะไม่เหลือซาก..) ดูแล้วฮาจัด เป็นหนังเสียดสีที่ขำตลอดเรื่อง โดยเฉพาะหากท่านมีความสนใจเกี่ยวกับราชวงศ์และการเมืองอังกฤษ คุณจะได้ขำ Helen Mirren เดินขาแบะแบบเดียวกับควีนอลิซาเบธ (ฟันธงว่าได้ชิงออสการ์ชัวร์!) ได้เห็นโทนี่ แบลร์ที่แสดงโดย Michael Sheen เลิกคิ้วเป็นระยะ ขยิบตาวิ้งๆ ยิ้มหราปากกว้าง และพูดสำเนียงได้เหมือนท่าน PM อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ได้เห็น Duke of Edinburgh เหมือนเป็นตาแก่ขี้บ่น ได้เห็น Queen Mum ที่พูดถึงพิธิศพของตัวเอง ได้เห็น Alastair Campbell ที่เท่กว่าตัวจริงเล็กน้อย และคุณนาย Cherie Blair จอมป้ำเป๋อที่มาร่วมผสมโรง เรียกเสียงหัวเราะกันถ้วนหน้า แต่หากท่านไม่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองอังกฤษมากนัก ก็อาจจะฮาได้แค่เป็นจุดๆ และดูเป็นหนังน้ำเน่าที่ไร้พ้อยท์ไปได้เหมือนกัน เพราะมันก็มีแค่การกัดๆๆ และ กัด ราชวงศ์ สรรเสริญไดอาน่า และเผยเรื่องราวด้านสว่างของนายกรัฐมนตรีอังกฤษสามสมัยคนปัจจุบัน...แล้วไง? ไม่เห็นจะตลกตรงไหนเลย (เนอะ งั้นก็ไม่ต้องดู) ...เอ ว่าแต่เมืองไทยจะได้ฉายรึเปล่าเนี่ย ก็ด้วยความเหมาะสมของเนื้อหา...แม้มันจะไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านเราเท่าไหร่ แต่ก็นะ หุหุ :P
Elizabeth กำลังอ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับไดอาน่า
โทนี่ และเชอรี แบลร์
Phillip, Elizabeth และ Charles ออฟเดอะวินด์เซอร์ แฟมิลี่ เสียดาย หนังพยายามปกปิดใบหน้าของแฮรี่ และวิลเลียมในเรื่อง โถๆๆ หรือหาคนหล่อเท่าวิลเลียมไม่ได้ ก็บอกมาเต๊อะ... คลิกดูหนังตัวอย่างได้ที่นี่ http://www.apple.com/trailers/miramax/thequeen/ รวมบทวิจารณ์โดย rottentomatoes http://uk.rottentomatoes.com/m/1163436-queen/ 20 mai The Da Vinci Code: Review
Ron Howard, Dan Brown, Audrey Tautou, Tom Hanks กำลังจะนั่งรถไฟยูโรสตาร์จากลอนดอนไปเทศกาลหนังที่เมืองคานส์ โดยยูโรสตาร์ขบวนนี้เพ้นท์ลายเป็นโปสเตอร์หนัง The Da Vinci Code ทั้งขบวน (สปอนเซอร์อีกแล้วครับท่าน) ไม่ไหวแล้วๆๆ ขอวิจารณ์หน่อยเหอะ รับกระแส Da Vinci Code
ก่อนอื่นต้องบอกว่า นี่จะเป็นบทวิจารณ์สั้นๆ ไม่ใช่แบบเต็มๆ และเขียนโดยไม่มีการเรียบเรียงหรืออ้างอิงวิชาการใดๆ แบบเวลาเขียนลงนิตยสาร เพราะว่าไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ดังนั้นหากข้อมูลผิดพลาดใดๆก็ขออภัย
..ประเด็นหลักๆ ของบทวิจารณ์นี้ก็คือ หนังอะไรจะอืดได้ปานนี้!!
ไม่...มันไม่ได้อืดเพราะหนังห่วยชนชวนหลับแบบ Stealth หรือหนังแอคชั่นไร้สมองหลายๆ เรื่อง
ไม่ได้โหวงเหวง ไร้ทิศทางแบบ Harry Potter and the Philosopher's Stone
ไม่ได้ดูแล้วจี๊ดๆ อยากจะกรี๊ดให้ลั่นแบบ Daredevil
แต่มันคือหนังที่ดีระดับออสก้าร์แบบ A Beautiful Mind ...ทว่า...ผิดที่ผิดทาง ผิดเวลา ผิดกาละเทศะ!
The Da Vinci Code ไม่ใช่ห้องเรียนประวัติศาสตร์
ตา Tom Hanks ไม่ได้จะมาเป็นโปรเฟสเซอร์ และคุณก็ไม่ได้กำลังเล่าชีวประวัติของ John Nash และความ miserable ของเขา ..แต่สิ่งที่คุณกำลังเล่าเรื่องอยู่คือหนังที่ต้องการความต่อเนื่อง ฉับไว รวดเร็ว แก้ปัญหา และต้องการจบปัญหาให้ได้อย่างเร็วที่สุด หรือคำนิยามง่ายๆของหนังจำพวกนี้ก็คือ "แอคชั่น"
..จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าก็ไม่ได้คาดหวังแอคชั่นสุดเหวี่ยงจากตัวผู้กำกับ Ron Howard อะไรมากมาย ไม่ใช่ว่าจะต้องออกมาเป็นแอคชั่นจำพวก Mission: Impossible ส่วนหนึ่งก็เพราะมาจากสไตล์ของเรื่องที่เป็นหนังที่มี "ข้อมูล" ที่ต้องการจะป้อนให้กับคนดูสูง และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากตัวผู้กำกับเอง เพราะหนังเรื่องที่ผ่านๆมาของ Ron ก็พิสูจน์ให้ใครต่อใครได้เห็นแล้วว่า Ron Howard ไม่ใช่เป็นผู้กำกับหนังแอคชั่น Ron สามารถทำได้ดีกับหนังที่มีความเป็นดราม่าสูง อย่าง Apollo 13, A Beautiful Mind หรือ Cinderella Man ความสามารถของเขาคือการเล่าเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง แต่นี่กลับกลายเป็นจุดอ่อนโดยตรงของหนัง เพราะการเล่าเรื่องอย่าง "ลึกซึ้ง" บางทีก็ไม่ได้ทำด้วยความ "ชาญฉลาด" เสมอไป
จุดเด่นของหนังสือ The Da Vinci Code ก็คือการบอกเล่า "ข้อมูลลับ" ที่ต้องการจะให้ถึงผู้ชมได้ตะลึงกับมัน ไปพร้อมๆกับการผจญภัยของพระเอกและนางเอก ทว่า Akiva Goldman มือเขียนบท ได้กลับละเลยความสำคัญของจุดนี้ไป และกลับไปประดิษฐ์ประดอยบทหนังของเขาให้ออกมาเป็นแบบเดียวกับหนังดราม่าสไตล์ออสการ์ทั่วไป โดยความพยายามที่จะใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ สร้างปมปัญหาในอดีต จับมันมาให้กลายเป็นจุดสำคัญ ในเวลาที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำเนินเรื่องใดๆ ของหนัง อย่างเช่นอุตส่าห์เน้นเหลือเกินว่าพระเอกเป็นโรคกลัวที่แคบ โดยมีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือต้องการจะเล่าในตอนจบว่า เขาเองก็มีศรัทธาในพระเยซูเหมือนกัน จนเรียกได้ว่า มันช่างมีความเป็น ดราม่า "หยุมหยิม" ซะเหลือเกิน
ความเป็นดราม่าหยุมหยิมจนเกินเหตุ กอปรกับดนตรีอันแสนเป็นใจให้น่าง่วงของ Han Zimmer นี่แหละ ที่ได้กลายเป็นตัวที่ทำลายอรรถรสของความเป็น The Da Vinci Code ลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความสนุกของ The Da Vinci Code ฉบับหนังสือของ Dan Brown นั้นอยู่ที่ความตื่นเต้น การตามเรื่องราวไปกับผู้ชม และการเล่าเรื่องที่กระชับแม่นยำ ฉากต่อฉาก การหนีการตามล่า การผจญภัย การค้นพบความลับต่างๆ ทุกอย่างฉับไวและจบลงภายใน 24 ชม. จนกระทั่งข้าพเจ้าได้เคยคอมเม้นต์เอาไว้ว่า "น่าจะเป็นบทหนังที่ดัดแปลงได้ง่ายที่สุดก็ว่าได้"
แต่ทั้ง Ron Howard และ Akiva Goldman ได้พร้อมใจสลัดความง่ายอันนี้ทิ้งไปอย่างจงใจ ไม่ใช่ด้วยความไร้ความสามารถ แต่ด้วยความสามารถเกินไปจนต้องการท้าทายตัวเองต่างหาก ทั้งคู่มองว่าพวกเขาจะสามารถดัดแปลงให้มันดูมีคุณค่าขึ้นมาได้กว่าต้นฉบับหนังสือ ด้วยเทคนิคลูกเล่นการเล่าเรื่องย้อนต่างๆ หรือการใช้ภาพซ้อนภาพในหลายๆฉาก (เช่นฉาก Westminster Abbey)
ทว่าทั้งคู่..คิดผิด...
หลายคนอาจมองว่า จุดที่ยากสำหรับ Da Vinci Code คือการยัดเยียด "ข้อมูล" ให้กับผู้ชม จริงๆแล้วมันไม่ใช่ตัวข้อมูลที่เป็นปัญหา ปัญหาคือ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกเล่าในแบบที่ตื่นเต้นและน่าติดตามต่างหาก หนังแอคชั่นหลายเรื่อง เช่น Minority Report ก็เต็มไปด้วยข้อมูลอันสลับซับซ้อน และเงื่อนงำที่เปิดเผยออกมาเรื่อยๆเป็นขั้นๆ แต่ Spielberg สามารถทำได้ออกมาลื่นไหลแบบแทบไม่มีที่ติในเรื่องของการเขียนบท
และจุดบกพร่องนี้เอง ที่อารมณ์ร่วมของนักแสดงนั้นมีส่วนสูงเลยทีเดียว จริงๆแล้วนักแสดงของเรื่องหลายคนก็เป็นดาราฝีมือระดับออสการ์ แต่ด้วยอะไรมิทราบที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเล่นหนังแอคชั่นได้ โดยเฉพาะ Tom Hanks และ Audrey Tautou พระเอก-นางเอก ตัวดี ทั้งคู่ไร้ซึ่ง chemistry ต่อกันอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะมีหยอกล้อ เข้าขา หรือทะเลาะเบาะแว้งแบบคู่กัดกุ๊กกิ๊กกันบ้างในยามคับขันแบบที่ได้บรรยายไว้ในหนังสือ เฉกเช่นเดียวกับ คีอานู รีฟ กับ แซนดร้า บูลล็อกใน Speed, อินเดียน่า โจนส์กับมาเรีย เรเวนวู้ด หรือว่า James Bond กับสาวบอนด์หลายๆคน เปล่าเลย...คู่ของพ่อ Tom หัวโล้น และยัย Audrey ที่ดูเหงาหงอยเศร้าสร้อยจนจืดสนิทกลับดูแล้วน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวา ไร้เสน่ห์ใดๆ Sophie ก็ไม่ต่างอะไรจากตำรวจสาวเก็บกดคนนึง ในขณะที่โปรเฟซเซอร์ Langdon ก็ลุคโปรเฟซเซอร์ของแท้ ฟังพี่แกเลคเชอร์อย่างง่วงค่ะ อย่างง่วง....
สรุปได้ว่าทั้งสองคนนั้นขาดไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะอารมณ์ร่วมของการแอคชั่น การเล่าเรื่อง ความตื่นเต้น หรืออะไรก็ตามที่พระเอก-นางเอก ของหนังเรื่อง The Da Vinci Code พึงจะมี
คิดแล้วก็อยากจะเอา Harrison Ford (ตอนหนุ่มกว่านี้ 20 ปี) และนางเอกเป็นอารมณ์สาวเก่งอารมณ์ประมาณ Milla Jovovich หรือว่า Hilary Swank หรือใครก็ตามที่สวยกว่าทั้งสองคนนี้ มาแสดงแทนเสียจริงๆ
แต่ความไร้ชีวิตชีวาของสองคู่พระคู่นาง คือจุดที่น่าผิดหวังที่สุดของหนังเลยทีเดียว แม้ว่าดาราประกอบคนอื่นๆ อย่าง Ian McKellen, Paul Bettany, Jean Reno หรือ Alfred Molina จะทำงานในส่วนของตนได้ไม่แย่จนเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของใครคนใดเลย
ส่วนอารมณ์ขันทั้งหลายในเรื่อง ที่ Ron Howard จงใจหยิบยกมาจากหนังสือของ Dan Brown ก็กลับไม่มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินในโรงภาพยนตร์เลยสักนิด ราวกับว่ามุขของ Dan Brown นั้นแป๊กสนิท ..ท่ามกลางคนดูที่อิ่มกับความไม่อร่อยกับหนังจนแทบจะล้นออกมาเมื่อเวลาผ่านไปแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง
...ในขณะที่หนังนั้นยาว 2 ชั่วโมง 37 นาที
Paul Bettany ในบทของ Silas ที่ก็ไม่ได้มีเสน่ห์มากนักเมื่อเทียบกับผลงานอื่นๆของเขา เช่นใน Master and Commander: The Far Side of the World (..ว้า อดกรี๊ดเลยเรา) สรุป: หากคุณมองหา The Da Vinci Code ในสไตล์ซีรี่ส์ 24 หรือซัมเมอร์บล็อคบัสเตอร์ แล้วล่ะก็...นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะเจอแน่นอน เพราะมันก็คือ.. A Beautiful Mind ภาคที่เปลี่ยนจากจอห์น แนช แกะโค้ดนาซี กลายเป็นแลงดอนแกะโค้ดดาวินชี่ ดีๆนี่เอง
จงไปดูหนังเรื่องนี้ถ้า: คุณพบว่า The Hulk นี่แหละคือ หนังแอคชั่นสไตล์ของคุณ หรือไม่คุณก็แค่อยากจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Holy Grail ในแบบฉบับของ Dan Brown แต่ว่าขี้เกียจอ่านหนังสือ...
ฝากถึง Ron Howard: บางทีคุณไม่ต้องพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรขนาดนั้นก็ได้ ของบางอย่างที่ดีอยู่แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเปลี่ยนมัน ..การสร้างหนังขึ้นมาจากหนังสือ ไม่เหมือนกับการ remake คุณไม่จำเป็นต้องเด่นในทางที่แตกต่างกว่าต้นฉบับเสมอไป ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลการทดลองของคุณนั้นล้มเหลว 2 mai มาจัดอันดับดาราที่กรี๊ดกันเถอะ1. Ewan McGregor พ่อหนุ่มอินดี้หน้าใสที่ชอบไว้หนวดเคราเป็นครั้งคราว ตอนนี้ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งครองหัวใจข้าพเจ้า ด้วยความเซอร์แบบแนวๆ ที่ชอบหาอะไรแปลกใหม่มาให้ตัวเองทำอยู่เสมอ เช่น จู่ๆก็ลุกขึ้นมาขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก มาเล่นละครเพลง Guys and Dolls (ร้องเพลงและเต้นเก่งมากกกกค่ะ ไปดูแล้วขอบอก) แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ 1. เมียชาวฝรั่งเศสที่แต่งกันมายาวนานถึง 11 ปีแล้ว 2. อาการโรคจิตชอบ"โชว์" ที่ทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะมาด้วยกันถึง 4 เรื่อง (และคาดว่าเรื่องที่ 5 จะตามมาเร็วๆนี้) แถมยังเป็นทูต UNICEF และรับเด็กกำพร้าชาวมองโกเลียมาเป็นลูกบุญธรรม แต่ไม่ต้องเที่ยวโฆษณาป่าวประกาศอย่างยัยโจลี่อีกต่างหาก
ระดับความคลั่งปัจจุบัน:
ผลกระทบของความคลั่ง: ทำให้กรี๊ดโรเบิร์ต เครก (ติวเตอร์สอน Jurisprudence) ไปด้วย เพราะหน้าละม้ายคล้ายคลึงพี่แกตอนสกินเฮดใน Trainspotting เหลือเกิน และยอมจ่ายค่าตั๋ว 55 ปอนด์ เพื่อไปดู Guys & Dolls โดยจองตั๋วล่วงหน้า 4 เดือนเต็มเพื่อให้ได้ที่ที่ดีที่สุด
หล่อที่สุดใน Moulin Rouge หน้าใสปิ๊ง..เสียงไพเราะเพราะพริ๊ง
และหล่อน้อยที่สุดใน Star Wars: Episode III - The Revenge of the Sith หนวดเคราเฟิ้มเป็นลุงโอบีวัน
2. Ralph Fiennes (FYI: ชื่อของสุภาพบุรุษท่านนี้อ่านว่า เรล์ฟ 'rafe' ไม่ใช่ ราล์ฟ อย่างที่หลายๆคนชอบอ่านผิดเป็นประจำ) หนุ่มหล่อชาวบริติชอีกราย ที่มีน้องชายชื่อ โจเซฟ ไฟน์ส (นักแสดงที่ไม่รุ่งเอาซะเล้ย) และพี่สาวชื่อ มาร์ธา ไฟน์ส (ผู้กำกับภาพยนตร์) พ่อเรล์ฟเนี่ยแจ้งเกิดในวงการอย่างจริงจังก็เมื่อแสดงหนัง Schindler's List ของพ่อมดสปีลเบิร์กสุดที่ร้ากกกก พอหนังฮิตไปทั่วโลก พี่แกก็เลยได้มาเล่นทั้ง The English Patient ของแอนโทนี่ มิงเกลล่า และมาหล่อที่สุดใน Quiz Show ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่องนี้เองแหละที่ทำให้ข้าพเจ้ากรี๊ดๆๆๆ ทำไมถึงได้เท่อย่างงี้ ส่วนผลงานด้านอื่นๆ ก็ได้แก่ละครเวที ที่พี่แกมาแสดงในลอนดอนบ่อยๆ ล่าสุดก็เดือนเมษายนปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ไปดูเพราะติดสอบง่ะ แงงง ไม่งั้นล่ะน้า..
ระดับความกรี๊ดปัจจุบัน
ผลกระทบของความกรี๊ด: ยังไม่ค่อยประจักษ์ให้เห็นเป็นรูปร่างมากนัก
หล่อที่สุดใน Quiz Show ด้วยผมสีน้ำตาลแดงและดวงตาสีฟ้า
และหล่อน้อยที่สุดใน Harry Potter 4: The Goblet of Fire เป็นท่านลอร์ด โวลเดอมอร์ตจมูกหัก 3. Harrison Ford อันนี้คลั่งมาตั้งแต่อดีตกาล และปฏิเสธที่จะดูหนังใหม่ๆของพี่แก ตั้งแต่ Air Force One เป็นต้นไป เนื่องจากรับไม่ได้กับความอนิจจังของคนเรา สาธุ.. ปู่ฟอร์ดปัจจุบันอายุจะ 63 ขวบปีแล้ว เนื่องจากมีอายุมากกว่าข้าพเจ้า 40 ปีพอดิบพอดี เรียกได้ว่าพี่แกเป็นชายหนุ่มที่โชคดีเกือบที่สุดในโลก จะมีใครไหมหนอที่เป็นช่างไม้แล้วจู่ๆก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็นดารานำแห่ง Star Wars และดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลก โดยผ่านเพียงบทเล็กๆใน American Graffiti ของลูคัสเท่านั้น ปัจจุบันได้หย่าขาดกับเมียเก่า มือเขียนบท E.T. ที่แต่งกันมา 16 ปีไปเรียบร้อยแล้ว และไปคั่วอยู่กับสาววัยเอ๊าะอายุ 20 ก่าๆ เหอๆๆๆ...
ระดับความคลั่งปัจจุบัน:
ผลกระทบของความคลั่ง: DVD Indiana Jones, Star Wars ครบเซ็ต
หล่อที่สุดใน Indiana Jones and the Last Crusade
และหล่อน้อยที่สุดใน Hollywood Homicide ..พูดง่ายๆ คือตั้งแต่ย่างเข้าเลข 6 อ่าแหละ
4. Brad Pitt จะไม่ให้ติดอยู่ใน list ได้ไง! เมื่อก่อนหลายๆคนคิดว่าแบรด พิทท์ นั้นเป็นแค่หนุ่มหน้าใสที่สาวกรี๊ด แต่ปัจจุบันพี่แกก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่ ด้วยฝีมือการแสดงที่ไม่เป็นรองใคร ตั้งแต่ Thelma & Louis ของเรดฟอร์ด จนกระทั่ง 12 Monkeys ที่คว้า Golden Globe มาได้ และหนังแนวๆ และหนังตลาดหลายๆเรื่องที่ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็คงจะรู้จักกันดี ..ปัจจุบันชีวิตรักนี่โดนยัยโจลีใช้ไฟเผาลูกกะตาจนลืมไม่ขึ้นอีกต่อไปแล้ว ตามติดเป็นพ่อเลี้ยงเด็กให้คุณเธอทั่วโลก แต่ก็ดี จะได้หัดทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง ไม่ใช่หล่ออย่างเดียว :)
ระดับความคลั่งปัจจุบัน:
ผลกระทบของความคลั่ง: ทำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว จะบอกว่าที่มาสนใจหนังทุกวันนี้เนี่ย ก็เพราะตาแบรดนี่อ่านะ
หล่อที่สุดใน The Devil's Own ประกบคู่ปู่ฟอร์ด แต่สำเนียงไอริชพี่แกนี่สุดทนจริงๆ
และหล่อน้อยที่สุดใน 12 Moneys เหมือนคนบ้าดีแท้ (ก็มันแสดงเป็นคนบ้าหนิ) 5. Orlando Bloom จะว่าไปก็ไม่ค่อยกรี๊ดเท่าไหร่ เพราะกรี๊ดเลโกลัสอย่างเดียว พอมาเป็น Mr.Bloom ใน Pirates เอย หรือว่า Troy เอย ก็ไม่หล่ออย่างเดิมซะแล้ว (สงสัยข้าพเจ้าจะชอบหนุ่มหน้าใสไร้ริ้วรอย) คุณ Orlando ก็นับว่าเป็นบุรุษที่โชคดีอีกคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะพี่แกเริ่มต้นด้วยการเรียนโรงเรียนสอนการแสดงและเล่นละครเวทีเล็กๆน้อยๆ ก่อนจะมาทดสอบบทเป็นฟาราเมีย.. ย้ำ! ฟาราเมีย..น้องของโบโรเมีย..นะฮะ ไม่ใช่เลโกลัส แล้วพี่แกก็ไม่ผ่านอีกต่างหาก แต่พอกลับบ้านไป ก็มีโทรศัพท์กริ๊งเข้ามา "ฮัลโหล" "ผมอยากให้คุณไปทดสอบบทเป็นเลโกลัสซะหน่อย" เท่านั้นแหละ - ผ่าน และดังระเบิดในเวลาต่อมา
ระดับความคลั่ง ณ ปัจจุบัน:
ผลกระทบของความคลั่ง: LOTR fever และหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พลาดหนังเรื่องใดของพระเอกคนนี้เลย!
หล่อที่สุดใน Lord of the Rings trilogy เป็นเจ้าชายเอลฟ์หน้าตาใสปิ๊งเลโกลัส กรีนลีฟ..
และหล่อน้อยที่สุด...นอกจอภาพยนตร์ เป็นคนที่นอกจอดูไม่ค่อยได้เลย เฮ้อๆๆๆ..กลุ้ม
![]() 28 avril 'The Smithy Code'อย่างที่รู้ๆกันอยู่ (หรือบางคนอาจจะยังไม่รู้) ว่า หนังสือ The Da Vinci Code ของแดน บราวน์นั้นโดนผู้เขียนหนังสือ Holy Bood, Holy Grail ซึ่งพิมพ์ออกขายในปี 1993 ฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศอังกฤษ โดยผู้เขียนหนังสือ Holy Blood นั้นอ้างว่า แดน บราวน์นั้นเอาข้อมูลที่พวกเขาค้นคว้ามาแทบเป็นแทบตาย มาแต่งเป็นนิยายขายจนได้กำไรอย่างงาม ...แต่แล้วศาลก็ตัดสินว่า สำนักพิมพ์ Random House ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือ The Da Vinci Code นั้นไม่ผิด เนื่องจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ใครจะนำไปเขียนเป็นนิยายก็ได้
แต่เรื่องที่ตลกยิ่งกว่าก็คือ 3 อาทิตย์ผ่านไป จู่ๆ ทนายความคนหนึ่งก็ออกมาบอกว่า เขาพบว่าผู้พิพากษา Smith นั้น ได้ซ่อนโค้ดเอาไว้ในคำพิพากษาของเขา!!! ซึ่งสิ่งที่บ่งบอกก็คือ ตัวอักษรเอียงที่พิมพ์อยู่ในคำต่างๆของหน้าแรกของคำพิพากษานั้น ได้เรียงออกมา เป็นคำว่า " s - m - i -t - h - y -c-o - d -e " "SMITHY CODE" โดยตอนนี้ยังไม่มีใครแกะโค้ดได้สำเร็จ!! แต่ทางผู้พิพากษา Smith J นั้นก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า เขาได้ซ่อนรหัสลับเอาไว้จริงๆ แหล่งที่มา http://books.guardian.co.uk/danbrown/story/0,,1762438,00.html คำพิพากษายาว 71 หน้าที่ซ่อนรหัสลับเอาไว้ เชิญโหลดอ่านกันตาลาย เอ๊ย ตามสบาย.. http://www.hmcourts-service.gov.uk/images/judgment-files/baigent_v_rhg_0406.pdf เอาล่ะ...ใครอยากดัง ก็เชิญนั่งไขรหัสกันได้นะจ๊ะ ดังทั่วโลกแน่งานนี้!! ป.ล. ไว้สอบเสร็จ ถ้าปริศนายังไม่กระจ่าง เราจะเอาชื่อคุณปู่มาเป็นเดิมพัน!
คุณแดน บราวน์ ณ Royal Court of Justice ใกล้ๆกับ King's College London ว้า..ไม่ได้แวะไปเยี่ยมเลย อยู่ใกล้แค่นี้เอง คุณ Smith J ผู้พิพากษาสุดเฮ้วและอินเทรนด์ (แจ้งเกิดไปแล้วครับท่าน)
หมายเหตุ: ขอบคุณรูปนี้จากไหม อนุมูลอิสระ
หมายเหตุ: จะบอกว่า เรามี conspiracy theory เกี่ยวกับคดีฟ้องอันนี้อยู่ แต่จะเกี่ยวกับอะไรนั้น เดี๋ยวมีเวลาจะเล่าให้ฟัง... 27 mars Jurassic Park Trivia
7 février บุรุษผู้โชคดีแห่งปี 2006ชื่อของเขาคือ Tom Ford ดีไซเนอร์ชื่อดังจาก Gucci และ Yves Saint Leurant
โชคดียังไงก็..ดูภาพกันเอาเองละกัน
[ Warning: the following content may contain nudity ]
.
.
.
. ภาพที่เห็นคือ ปกนิตยสาร Vanity Fair ฉบับพิเศษ Tom Ford's Hollywood
ที่ประกอบไปด้วย Keira Knightley, Scarlett Johansson และ...นาย Tom Ford คนนี้
โห เป็นดีไซเนอร์ก็ได้สิทธิพิเศษอย่างงี้เองนี่เนอะ !?
เรื่องของเรื่องคือตานี่จะจับสามสาวที่กำลังฮ็อตที่สุดในฮอลีวู้ดขณะนี้ 3 คนมาถ่ายนู้ดร่วมกันปนปกใหม่ของนิตยสารชื่อดัง แต่ทว่า Rachel McAdams นางเอกสาวจากเรื่อง Red Eye (ฉบับฮอลีวู้ดนะจ้ะ ไม่ใช่เกาหลี - -'') เกิดปฏิเสธในนาทีสุดท้าย เนื่องจากความเข้าใจผิด หรือไม่ก็การปกปิดของทีมงานเนี่ยแหละ และไม่รู้ว่าจะต้องถ่ายภาพชนิดเปลือยกายทั้งหมด ทำให้หาตัวนักแสดงคนที่สามมาแทนไม่ทัน และทางทีมงานก็เกิดไอเดีย เอาดีไซเนอร์ชื่อดังมาถ่ายร่วมกับดาราสาว 2 คนที่เหลือแทน ภาพจึงออกมาดังที่เห็นนี่แหละ..
ขอร้อง...สวยมากๆ ทั้งองค์ประกอบและอารมณ์ศิลป์..
Tom Ford นั้นโพสท์ท่าได้ออกมาดูดีมากๆ จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นแค่ดีไซเนอร์แฮะ ส่วน Keira ก็สวยปิ๊งเหมือนเดิม หน้าท้องนี่แบนราบสุดๆ
แต่เสียดาย..ยัยหนู Scarlett นี่รู้สึกจะท้วมๆไปนิดหน่อย โดยเฉพาะส่วนบั้นท้าย หะหะ - -'' เพิ่มเติม: ในฉบับเดียวกัน เรายังจะได้เห็น Angelina Jolie นู้ดในอ่างอาบน้ำ และจอร์จ คลูนี่ย์ที่ล้อมไปด้วยสาวเปลือยกายอีกด้วย วู้ววว คุ้มจริงๆ.. อย่างงี้ต้องรีบซื้อซะแล้ว..
คลิกดูวิดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำปกนิตยสารได้ที่นี่ (บอกไว้ก่อน ไม่มีอะไรหลุดมาให้เห็นหรอกจ้ะ...)
ป.ล. เจอภาพปกแบบเต็มแล้ว เลยตัดสินใจเอามาลงแทน 14 janvier องค์บาก vs ต้มยำกุ้งเพิ่งได้ดูต้มยำกุ้งอ่ะ
ก็แบบว่าเพิ่งได้ดูองค์บากเหมือนกัน
เออ จะหาว่าเชยก็ได้ ..
ทำไมอ่ะ ก็รอดูองค์บากก่อน แล้วค่อยดูอันนี้ มันจะได้ตาม step
ตอนนี้ก็ดูครบสองเรื่องแล้วครับ :)
จะให้วิจารณ์เหรอ...ได้ สั้นๆละกันนะ ขี้เกียจ
Disclaimer: นี่เป็นแค่ความเห็นของข้าพเจ้าในฐานะนักวิจารณ์คนหนึ่ง ซึ่งอาจจะค้านสายตาคนดูคนใด หรือหลายคนก็ไม่รู้ ลองอ่านดูนะเออ
สารภาพว่าหลังดูองค์บากจบ ก็พูดได้คำเดียวว่า "เจ๋ง" เรียกว่าเป็นหนึ่งในหนังไทยที่เยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยดูมา (จริงๆแล้ว หนังไทยที่คิดว่าทำออกมาได้เยี่ยม ก็มีแค่เรื่องนี้กับโหมโรงน่ะแหละ) แม้พล็อตจะดูราบเรียบ การไปตามเอาเศียรพระกลับมาแล้วต้องฝ่าฟันการผจญภัยต่างๆที่ทำให้พระเอกต้องอาศัยแม่ไม้มวยไทยที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟังแล้วดูเหมือนจะเป็นหนังสไตล์เฉินหลงธรรมดาๆ แต่รายละเอียดของฉากแต่ละฉากนั้น เป็นการสร้าง "สไตล์" ให้กับหนังได้อย่างยอดเนี่ยม ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับหนังฮอลีวู้ดล่ะก็...มันก็คือ Kill Bill ภาคหนังไทยดีๆนี่เอง
กล่าวได้ว่า องค์บาก คือการเล่นกับ "ศิลปะ" มากกว่าพล็อตก็ว่าได้ ...นอกจากสไตล์การต่อสู้ที่ "เว่อร์" ได้ใจแบบกำลังภายใน พร้อมกับคำโฆษณาพาดหัวไว้ตั้งแต่ก่อนที่คนดูทุกคนจะได้ดูเพื่อเน้นย้ำว่า "ไม่มีสลิง ไม่มีสตั้น ไม่มีการตัดต่อ" นะคร้าบบบบ... องค์บากยังสามารถผสมผสานความเป็น "ไทยๆ" เข้าไปในหนังได้ลงตัวอย่างไม่ดูยัดเยียดจนเกินไป ความแปลกใหม่นี้เองเป็นการฉีกแนวออกมาจากการต่อสู้อันจำเจแบบฮอลีวู้ด นอกจากการใช้มวยไทย หรือศิลปะกำลังภายในแทนกระสุนปืนแล้ว ฉากจำพวกการใช้รถตุ๊กตุ๊กไล่ล่ากัน หรือการใช้เครื่องแกงเผ็ดๆกำจัดศัตรูเนี่ย มันเป็นทั้งอารมณ์ขัน มันส์ และ "ติสท์" ได้ในฉากเดียว สร้างสรรค์ครับสร้างสรรค์...อันเป็นนิมิตรหมายที่ดีให้กับวงการหนังไทยว่า จะทำอะไร ให้เหนือกว่าเขา จงอย่าเดินตามเขาไปทุกอย่าง
ทว่าบทขององค์บากก็ใช่ว่าจะไม่มีดีอะไรเลย แม้พล็อตจะแบนราบเรียบ ข้อดีขององค์บากก็คือ ความไม่จงใจ สิ่งที่พระเอกต้องการ ไม่ใช่การมาโชว์มวยไทย ไม่ใช่มาโชว์พาวจับคนเขกหัวกันเล่นสนุกสนาน แต่เป็นการต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น แต่ก็โดยลากเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เขาต้องการจะจบมันให้เร็ว และกลับหมู่บ้านให้เร็วที่สุด ไม่ได้ต้องจากจะฆ่าลูกน้องของผู้ร้ายให้ตายเรียบทุกคนสักหน่อย แต่กลับจะต้องมาเจอเรื่องต่างๆโดยหม่ำจ๊กมกในเรื่องเป็นคนจงใจหยิบยื่นมาให้เพราะผลประโยชน์ของตัวเอง .. "ความไม่จงใจ" นี้แหละเป็นกฎข้อสำคัญของหนังแอคชั่นที่จะชนะใจนักวิจารณ์ได้ ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้ ภาพยนตร์อย่าง Back to the Future จะไม่ต่างอะไรไปจาก The Lost World หรือหนังผจญภัยภาคต่อต่างๆ ที่ตัวละครจงใจหาเรื่อง และสร้างเรื่องเอง ซึ่งเป็นการทำลายเครดิตของตัวหนังเองลงไปเกือบครึ่ง จะว่าไปความไม่จงใจอันนี้ทำให้องค์บาก..หากตัดสไตล์ออกไป..ยังจะสามารถคงความเป็นหนังเกรด A เอาไว้ได้ ต่างจาก Kill Bill ของทาแรนติโน่...
และนี่เป็นเหตุให้ ต้มยำกุ้ง ที่พยายามเดินตามร้อยเท้าทุกก้าวของโทนี่จาในองค์บากนั้น...ออกมา "ไม่เข้าท่า"
ต้มยำกุ้ง เดินตามองค์บากทุกประการ ตั้งแต่พล็อตซึ่งเปลี่ยนจากการตามหาเศียรพระ มาเป็นตามหาช้าง แต่ทว่าการเดินเรื่องแบบฉลาดๆเหมือนเดิมและไม่ดูจงใจเกินไปนั้นเหมือนจะไม่มีอีกแล้ว มาออสเตรเลียคราวนี้โทนี่จาไม่มีการวางแผน ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าใครเป็นใครแต่มาถึงก็ตะโกนถามว่า "ช้างกูอยู่ไหน" ถ้าไม่ตอบพี่แกก็จะหักเส้นเอ็นทุกคนครับ พูดง่ายๆคือพี่แกลุยลูกเดียว คราวนี้เลยออกมาคล้ายๆสไตล์พี่ช่องคลอด เอ๊ย..ชอง คล็อด แวนแดม ไปสักนิด โหด มันส์ ฮา เข้าว่า...ฆ่าทุกคน ทำลายของทุกอย่าง ส่งใครมาสู้ด้วยกูก็จะเสียเวลาสู้กับมัน แม้ว่ากูจะตามหาช้างกูอยู่ก็ตาม
จุดบอดของหนังแอคชั่นแบบนี้พบได้ทั่วๆไป ไม่ว่าจะใน Kill Bill Volume 1 ฉากที่ The Bride ต้องเผชิญกับลูกน้องของลูซี่ หลิวทั้ง 88 คนในฉากโรงน้ำชา หรือว่าใน Matrix Reloaded ฉากที่ Neo ต้องมาเจอ Agent Smith เป็นร้อยๆ ตัว ความรู้สึกมันคือ ซ้ำซาก แถมยังไม่มีสไตล์เหมือนกับสองเรื่องที่กล่าวมา เพราะในขณะที่เรื่องแรกมีการเล่นมุมกล้องและเทคนิดตลอดเวลา และเรื่องที่สองเป็นความมันส์สะใจที่คนดูจะได้ Agent Smith หนึ่งเดียวที่คุ้นเคยกระจายออกมาเป็นร้อยๆ ในต้มยำกุ้งนี้ ตัวละครที่ละตัวที่โทนี่จาฝ่าออกมา ก็ล้วนแต่เป็นเหล่าสมุนของผู้ร้ายที่ไร้ความสำคัญและไม่มีใครที่น่าจดจำเอาเสียเลย แถมเทคนิคที่ใช้ต่อสู้ยังดูธรรมดาอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นการใช้มุขเดิมต่อจากองค์บากก็เลยชินแล้ว หรือไม่ก็การปราศจากแม่ไม้มวยไทยนี่แหละ ที่ทำให้การต่อสู้ของโทนี่จากลับกลายเป็นสไตล์กำลังภายในแบบฮอลีวู้ดธรรมด๊า..ธรรมดา..นี่เอง มันไม่น่าตื่นเต้นและไม่มีอะไรน่าสนใจเหมือนตอนเรื่องก่อนโน้นแล้วน่ะสิครับ เทคนิดการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นก็มีอยู่เพียงฉากเดียวนั่นก็คือฉากที่ใช้กระดูกช้างตัดเอ็นร้อยหวายของศัตรูในตอนใกล้จบ ที่ค่อยดูน่าสนใจขึ้นมาบ้าง นอกนั้นก็..ช่องคลอดแวนแดม อย่างที่บอกไปแล้วแต่ต้น หักกระดูก หักคอ กระโดดถีบธรรมดา แม้แต่ฉากที่ตามช้างในงานวันสงกรานต์นั่นก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น อาจจะเป็นเพราะคนเยอะและโทนี่จาก็ไม่สามารถกระโดดเหยียบหัวคนได้ (แต่ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ?) และการใช้ช้างนี่แหละทำให้ฉากแอคชั่นดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ ตัวช้างเองก็ควบคุมได้ยาก และเชื่อว่างบหนังไทยคงจะมีไม่พอให้สร้าง CG ช้างขึ้นมาทำอะไรพิศดารเท่ๆ ประเภทเตะถีบผู้ร้ายหรืออะไรเพื่อเพิ่มความมันส์ในฉากวันสงกรานต์นั้นได้นอกจากวิ่งหน้าตรงอย่างเดียว อย่าว่าแต่ฉากประเภทนั้นเลย แค่ฉากโทนี่จาวัยเด็กเล่นน้ำอยู่กับช้างแล้วโดนพ่นน้ำใส่ยังตัดต่อไม่เนียนเลย แต่แหม..ช้างไม่ได้ คนก็น่าจะได้บ้างล่ะนะ พอดีคนก็ไม่ได้ด้วยนี่สิ
อารมณ์ศิลป์ๆและสไตล์ก็หายไปพร้อมกับเทคนิดการต่อสู้ที่แสนธรรมดานี่แหละ แต่ก็ยังดีที่มีฉากต่อสู้บนบันไดที่ผู้กำกับปรัชญา ปิ่นแก้ว ภูมิใจนักหนาว่าเทคเดียวๆ ไม่มีการตัดต่อนั้นเข้ามาช่วยได้ ก็ถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพราะมันเทคเดียวจบหรอก (Matrix Reloaded ในฉากต่อสู้บนไฮเวย์ก็เหมือนจะใช้เทคนิคนี้คือเทคเดียวรวด แม้จะใช้กล้องหลายตัว แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรกับคนดูเท่าไหร่) แต่มันเป็นมุมกล้องที่ให้ความรู้สึกร่วมไปกับพระเอก พูดง่ายๆคือรู้สึกเหมือนว่าอยู่ในเกมดี แถมซาวแทร็กในส่วนนี้ก็เหมือนเกมด้วย เป็นการจงใจใส่ลูกเล่นล้วนๆ คล้ายๆการจงใจสร้างภาพสีในหนังขาวดำอย่าง Sin City น่ะแหละ ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรนอกจากความเท่
สิ่งที่ด้อยลงไปมากในต้มยำกุ้งเมื่อเทียบกับองค์บากอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวละคร ตัวละครที่พอจะมีอุดมการณ์อยู่บ้าง แม้จะไม่พูดมาก หน้าตาไร้อารมณ์แบบชาวบ้านธรรมดาๆอย่างในองค์บาก ก็กลับหายไป เป็นแค่เด็กหนุ่มรักช้างคนหนึ่งที่ต้องการเอาช้างของตนคืนมา ดูแล้วช่างไร้อารมณ์เข้าไปอีก อยากจะกระซิบหูผู้ร้ายบอกว่าให้ช้างมันคืนๆไปเหอะ เช่นเดียวบทของหม่ำ จ๊กมก นั้นดูไร้มิติไม่เหมือนกับตอนที่อยู่ในองค์บากซึ่งมีความโลภ ความเห็นแก่ตัว แต่ก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นเรื่อยๆและเข้ามาช่วยพระเอกอย่างเต็มตัวจนกระทั่งเอาชีวิตเข้าแลกในที่สุด พูดง่ายๆคือหม่ำไม่ได้เป็นคู่หูของโทนี่จาอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นแค่ตัวประกอบตัวหนึ่งซึ่งไร้มิติ แต่กลับถูกยัดเยียดบทและความสำคัญให้อย่างมหาศาลในฉากที่ "ไกลตัว" พระเอกมากเกินไปจนตัวพระเอกเองดูห่างเหินจากเนื้อเรื่องและมีหน้าที่ตามหา "ช้างกู" อยู่อย่างเดียว
พูดง่ายๆก็คือ การวางน้ำหนักของตัวละครในต้มยำกุ้งดูค่อนข้างจะมีปัญหาอย่างมาก ตั๊ก บงกชเองที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญในตอนแรก ก็กลับหายไปอย่างดื้อๆ ในขณะที่กุ้ง สาวไทยที่เป็นเด็กเฝ้าร้านต้มยำกุ้งก็กลับไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากมายและไม่ได้มีเสน่ห์ชวนให้น่าติดตามเหมือนกับน้องสาวของหม่ำในองค์บาก ส่วนตัวละครที่ดูเหมือนจะเจ๋งอย่างคุณนายหญิงคนจีนคนนั้นที่เป็นนางร้ายตัวจริง ก็กลับไม่ได้แสดงความเจ๋งอะไรของตัวเองได้อย่างมากมายนอกจากตอนก่อนจบนิดๆหน่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วหากเพิ่มความสำคัญให้กับตัวละครตัวนี้ได้ตั้งแต่แรก เนื้อเรื่องของต้มยำกุ้งก็จะดูซับซ้อนและน่าติดตามขึ้นเยอะ
แต่สิ่งที่ต้มยำกุ้งดีกว่าองค์บากก็ใช่ว่าจะไม่มี ต้มยำกุ้งไม่มีการสโลโมชั่นซ้ำสามรอบที่น่ารำคาญแบบในองค์บากอีกต่อไปแล้ว เย่! (หรือมีแต่ฉากนั้นเราหลับอยู่หว่า) ....
เชื่อว่าต้มยำกุ้งไม่มีทางแรงในอเมริกาอย่างแน่นอน ถึงแรงก็คงจะเป็นแรงด่ามากกว่าแรงชม
สรุป
องค์บาก 3 ดาวครึ่ง
ต้มยำกุ้ง 2 ดาว
เห็นว่าอย่างไรกันบ้างฮะ? 1 janvier King Kong: บทพิสูจน์ตัวเองของ Peter Jackson
Peter Jackson (คนกลาง) เวอร์ชั่นผอมแล้ว ขณะกำกับ King Kong โดยก่อนหน้านี้มีขนาดเป็นสองเท่าของปัจจุบัน "จะมาหาว่าผมฟลุ้คกับ Lord of the Rings ไม่ได้นะคร้าบบบ..." นี่คือคำพูดที่ข้าพเจ้าจับยัดใส่ปาก Peter Jackson หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่กำลังมาแรงที่สุดในฮอลีวู้ดขณะนี้ หลังจากที่เพิ่งได้ไปดู King Kong เวอร์ชั่นใหม่นี้มาหมาดๆ
ก่อนหน้าที่จะโด่งดังอย่างสุดๆจาก Lord of the Rings เขาได้กำกับหนังเพียงเรื่องเดียวในฮอลีวู้ด ซึ่งก็คือ The Frighteners (1995) ที่มี Michael J.Fox แสดงนำ เสียงวิจารณ์ของหนังเรื่องนี้ก็มีทั้งบวกและลบปะปนกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะชื่นชมเสียมากกว่า ส่วนก่อนหน้า The Frighteners นั้น Jackson ก็มีหนังที่สร้างในนิวซีแลนด์เป็นหนังใหญ่แค่เรื่องหรือสองเรื่องเท่านั้น ..สรุปง่ายๆก็คือ นักวิจารณ์ทั้งหลายก็พากันจับตามองว่า ที่ Lord of the Rings ทั้งสามภาคประสบผลสำเร็จอย่างล้นหลามนั้น เป็นเพราะฝีมือจริงๆอ๊ะป่าว หรือแค่บทมันส่ง
King Kong ได้พิสูจน์แล้วล่ะว่า เขามีฝีมือจริงๆ เพราะการ remake ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้อย่างง่ายๆ เลย
..มันช่างเสี่ยงทั้งต่อการถูกเปรียบเทียบมากมาย King Kong เวอร์ชั่นปี 70s ที่มี Jessica Lange นำแสดงก็ได้พิสจูน์มาแล้วว่า การ remake หนังปี 1933 เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องกระจอกที่เพียงแต่การใส่ special effect อันทันสมัยก็จะช่วยได้
และที่สำคัญ...พล็อตของ King Kong ก็คือหนังสูตรเรื่องหนึ่ง ...สัตว์ประหลาด..ไดโนเสาร์..ผจญภัย ... เป็นอะไรที่ยากที่จะได้ใจนักวิจารณ์
ถ้าถามว่า King Kong ภาคนี้สมบูรณ์แบบไหม คงจะตอบได้ว่า 99% เลยทีเดียว ทั้งการเล่าเรื่อง บทสนทนาที่ไม่ติดขัด (เป็นอะไรที่ตรงข้ามกับ Star Wars: Revernge of the Sith เมื่อต้นปี!) การกำกับภาพที่สวยงาม และตัวละครที่มีมืตืซึ่งถูกสวมบทบาทโดยเหล่านักแสดงที่...นอกจาก Naomi Watts แล้ว ฟังดูน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็น Adrien Brody (The Pianist), Jack Black (School of Rock), Jamie Bell (Billy Elliot) และ Andy Serkis ("Gollum")!! เอาเป็นว่าได้ยินแรกๆแล้ว งงครับงง
แต่ผลก็ดีเกินคาด Naomi Watts นั้นได้คะแนนจากบทของ Ann Darrow ไปเต็มๆ เพราะเธอทั้งสวย ทั้งดูเปราะบางและเข้มแข็งในตัวเอง
ส่วน Adrien Brody ก็ยังคงน่ารักเหมือนเดิมด้วยรูปร่างที่ผอมแห้ง สูง นัยน์ตาเชื่อมๆ และจมูกยาวๆ ช่างเป็นสุภาพบุรุษซะจนทำเอาแทบละลาย..(รสนิยมประหลาดจริงวาว) เอ้า ก็คนมันไม่หล่อ แต่ดูดีนี่นา แถมยังแอนตี้สงครามอีกต่างหาก...น่ารักซะ ^^'' หุหุ (รูปอยู่ข้างล่างนะจ้ะ)
ถ้าถามคำเดียวเลยว่าดีมั้ย? คงตอบว่า "ดี" แต่ถ้าถามว่า ประทับใจมากขนาดที่จะดูเป็นรอบที่สองในโรงมั้ย ..คงจะตอบว่า "เฉยๆ" ก็พล็อตเรื่องเดิมมันไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับหนังอย่าง Jurassic Park อยู่แล้วนี่นา.....
ต่อให้ผู้กำกับฝีมือดีขนาดไหนก็ตาม....
แต่ก็อย่างว่าอะนะ Peter Jackson เค้าชอบของเค้ามาตั้งแต่อายุ 9 ขวบอ่ะ! 6 décembre Memoirs of a Geisha
ใกล้จะเข้าแล้ว สำหรับหนังที่สร้างจากหนังสือนิยายกึ่งชีวประวัติชื่อดังอย่าง Memoirs of a Geisha
คนไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นกับคำว่า เกอิชา สักเท่าไหร่นัก
ผู้เขียนก็ไม่ได้คุ้นเคยกับนี้มากเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ได้อยู่ญี่ปุ่นและคลั่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นแทบเป็นแทบตายเหมือนใครบางคน ^^''
แต่ก็พอก็ทราบคร่าวๆว่า เกอิชา ไม่ใช่นางบำเรออย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ พวกเธอคือศิลปิน ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดศิลปะให้กับแขกที่รับชม หญิงสาวที่จะมาเป็นเกอิชา จะถูกนำมาฝึกแต่เด็ก และต้องผ่านการเรียนรู้ศิลปะแขนงต่างๆมาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นด้านการร่ายรำ ร้องเพลง เล่นดนตรี หรือแม้แต่การประพฤติตนให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีญี่ปุ่น และในการแสดงแต่ละครั้งแขกที่รับชมจะต้องให้เกียรติพวกเธอ ห้ามแตะเนื้อต้องตัวเป็นอันขาด เพราะการเป็นเกอิชาถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ แม้เกอิชาบางคนยอมที่จะมีสัมพันธ์กับแขก แต่ทั้งหมดก็ทำด้วยการเต็มใจ ไม่มีการบังคับ
ว่ากันว่าคนที่เป็นเกอิชาจะเป็นเกอิชาไปจนแก่เลยทีเดียว ปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่น จากที่เคยดูสารคดี ทราบว่ายังพอมีเกอิชาจริงๆหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกอิชาจริงๆ ทั่วญี่ปุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น นอกนั้นคือผู้ที่เลือกมาเป็นเกอิชาด้วยความสมัครใจในตอนโตและทำไปเพราะความอยากลอง หรือเพราะหมดหนทางหาเลี้ยงชีพอื่น
ก็วัฒนธรรมแบบนี้.. มันช่างง่ายต่อการถูกกลืนหายไปยิ่งนัก
ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
เพราะการเป็นเกอิชาในสมัยก่อนนั้นเกิดจากการบังคับ ไม่ใช่ความสมัครใจของเด็กหญิง
หนังสือ Bestseller เล่มนี้เขียนโดย Arthur Golden และออกตีพิมพ์ในปี 1997
ขณะเขียนหนังสือเล่มนี้เขาได้เดินทางไปศึกษาเรื่องเกอิชา โดยใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนานพอสมควร ก่อนจะหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับสาวน้อยเกอิชาในตำนานนามว่าซายูริ ซึ่งถูกส่งมาทำงานในโรงเกอิชาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ มาเขียนเป็นนิยาย
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 1920s เมื่อสาวน้อยซายูริถูกบังคับให้มาเป็นเกอิชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวมีทั้งความขัดแย้งในใจของเธอเองและสังคมญี่ปุ่นสมัยต้นศตวรรษที่ 20
หนังสือของ Arthur Golden เล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยมียอดขายฉบับภาษาอังกฤษถึง 4 ล้านเล่มทั่วโลก และถูกแปลไปเป็นภาษาอื่นกว่า 32 ภาษา
เริ่มแรกตอนที่ตีพิมพ์ออกมาใหม่ๆนั้น มีข่าวว่า Steven Spielberg ได้จัดการซื้อลิขสิทธิ์ในทันที และเตรียมตัวจ่อคิวสร้างหลังจาก Jurassic Park: The Lost World และ Amistad ในตอนนั้น ทว่าโปรเจ็คก็ได้เลื่อนไปเรื่อยๆ เมื่อ Spielberg ติดงานกำกับ Saving Private Ryan และมัวแต่ง่วนกับงานบริหารของ DreamWorks SKG แต่แล้วเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับ Minority Report และ Catch Me If You Can เข้ามา แฟนๆก็ทำใจรอแล้วว่า...โปรเจ็ค Geisha นี้ ทำท่าจะเป็นจริง..ยากส์
แต่ในเมื่อลงทุนควักกระเป๋าซื้อมาแล้ว ใครล่ะจะปล่อยให้หลุดลอยไป
ปี 2003 เมื่อ Rob Marshall กลายเป็นผู้กำกับสุดฮอตในชั่วข้ามคืนเมื่อเขาได้รับรางวัลออสการ์จากหนังเพลงเรื่องดังอย่าง Chicago ทำให้เขาได้เข้าไปเจรจากับ Spielberg และในที่สุดโปรเจ็ค Geisha นี้จึงตกหล่นมาที่ Rob Marshall ในที่สุด
สิ่งที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดหาใช่ตัวผู้กำกับที่เปลี่ยนไป แต่เป็นดารานำ ซึ่งได้แก่ จางซื่อยี่ (Ziyi Zhang) หยางจื่อฉุน (Michelle Yeoh) และ เคน วาตานาเบะ ที่แต่ละคนก็เกิดกันในฮอลีวู้ดจากหนังเรื่องต่างกัน ตัวเคนนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ด้วยความที่เขาเป็นคนญี่ปุ่นและมีดีกรีถึงระดับออสการ์ แต่อีกสองคนที่เหลือนี่สิ กลับเป็นคนจีนซึ่งหน้าตาเป็นคนจีนแท้ๆ แต่กลับจะต้องมาแสดงเป็นเกอิชา ที่เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ๆ และที่สำคัญ จางซื่อยี่พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แหล่งข่าวตอนถ่ายทำบอกว่า เธอต้องเข้าคลาสภาษาอังกฤษ และหัดพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงญี่ปุ่น!
แต่หลังจากที่ดูหนังตัวอย่างแล้ว ก็พบว่า จางซื่อยี่ ทั้งหน้าตาและสำเนียงภาษาอังกฤษเป็นคนจีนอยู่ดีแฮะ :D ไม่มีติดสำเนียงญี่ปุ่นปะปนเลย ส่วน หยางจื่อฉุน ที่ไปโลดแล่นอยู่ในวงการฮอลีวู้ดมานานนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสำเนียงเท่าไหร่ เพราะฟังดูเป็นสำเนียงกลางๆ ไม่ใช่จีน ไม่ใช่ญี่ปุ่น ไม่ใช่อเมริกัน แต่หน้าตาเธอไม่มีความเป็นญี่ปุ่นเลยสักนิด แม้จะอยู่ในชุดกิโมโนก็ตาม เอาเป็นว่าเมื่อเทียบกับ ลูซี่ หลิวใน Kill Bill ทำให้ลูซี่ หลิว ดูญี่ปุ่นไปเลย ^^''
เอาน่า...ฝรั่งมันไม่รู้ร้อก...อิอิ โจวเหวินฟะ ยังมาเล่น Anna and the King เลย เอากะมันสิ! (แต่สงสัยอยู่อย่าง ว่าดาราญี่ปุ่นก็น่าจะมีมากมาย ในเมื่อไม่ต้องห่วงเรื่องความสามารถในการพูดอังกฤษ ทำไมไม่จับมาเล่น หา..ทั้งชื่อหนัง ทั้งตัวผู้กำกับ ผู้สร้าง และเคน วาตานาเบะก็พอแล้ว ไม่ต้องพยายามดูดคนดูขนาดนั้นก็ล่าย..) เอาเหอะ แค่มี Rob Marshall ก็ชื่นใจละเนอะ .... (ตัดสินจาก Chicago แล้ว ท่าจะออกมาตื่นเต้นกว่า Spielberg ทำอีกนะเนี่ย)
เกอิชาเวอร์ชั่นปล่อยผม
รำพัดภาพนี้สวยมากเลย เทคนิคภาพให้ความรู้สึกเหมือน Chicago ยังไงก็ไม่รู้
ดูหนังตัวอย่างได้ที่นี่
15 octobre The New 'Bond'
เจมส์ บอนด์คนใหม่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เขาคือ Daniel Craig นักแสดงชาวอังกฤษ ซึ่งชื่ออาจจะฟังดูไม่คุ้นหูคนทั่วไปซักเท่าไหร่ แต่ถ้าเอ่ยชื่อหนังเหล่านี้ล่ะก็ คุณๆอาจจะต้องร้องอ๋อ เพราะเขารับบทเป็นดาราสมบทในหนังตั้งแต่ Elizabeth, Tomb Raider, Road to Perdition, Sylvia และ Layer Cake โดยเฉพาะเรื่องหลังสุดซึ่งเป็นหนังอังกฤษเล็กๆที่ไม่ธรรมดา ได้ทำให้เขาเป็นที่จับตามองของคณะกรรมการสรรหาเจมส์ บอนด์ ในทันที Daniel Criag จะมารับบทในเจมส์ บอนด์ ตอนต่อไปที่มีชื่อว่า Casino Royale ซึ่งจะออกฉายในปี 2006 โดย Pierce Brosnan คนเก่านั้น ได้เซ็นต์สัญญาตั้งแต่ตอนก่อนเล่น Golden Eye ไว้ว่าจะเล่นหนังชุดเรื่องนี้เพียง 4 เรื่องเท่านั้น และหลังจาก Tomorrow Never Dies, The World Is Not Enough และ Die Another Day เขาก็ประกาศกร้าวอย่างแน่นอนว่าจะไม่ต่อสัญญากลับมารับบทนำนี้อีก เพราะไม่อยากให้ใครๆติดภาพลักษณ์ เจมส์ บอนด์ ของเขาไปจนไม่ได้ทำงานทำการอย่างอื่น (จริงๆแล้วคงจะห่วงสังขารตัวเองมากกว่า :D) เป็นไงกันบ้างคะ ไม่หล่อเลยใช่มั้ยคะ หุหุ..แถมยังบลอนด์อีกต่างหาก อึ๋ย..~ อะ...ก็ยังดีกว่า Tom Hanks รับบทเป็น Robert Langdon หน่อยนึง! 5 octobre Cho Chang และ Cedric แบบชัด..ชัด..ต้องยอมรับว่ากระแส Harry Potter ช่วงนี้มาแรงจริงๆครับ ในไหนอ่ะเหรอ? อ๋อ ใน blog เราเองแหละ (หุหุ..) ก็เลยเอารูปคุณหนู Cho Chang ขวัญใจนาย Harry มาให้ยลโฉมกันอีกสักครั้ง ว่าเหล่าแม่ยกนาย Dan Radcliff จะ approve กันหรือไม่ (จะ disapprove ไปมันก็ไม่มีผลแหละ เหอๆๆ..) อ่ะ เอาล่ะ เตรียมตัวพบกับ Cho Chang ในชุดงานราตรีได้แล้ว ...1...2...3...ผ่างงงงงงงงง!!
เห็นหน้าชัดๆแล้วมี comment ไรมั้ย.. แหะ แหะ..ก็ไม่ได้เลวร้ายอ่าน้า แต่หนูจะเอา Cho สวยกว่านี้อ่าๆๆๆๆๆ ฝรั่งนี่ดูความสวยของคนเอเชียมะเป็นเร้ย.. .ให้ตายสิ จากนั้นก็มีแถม เมื่อให้รางวัลแก่ชายหนุ่มด้วย Cho Chang ไปแล้ว (รางวัลหรืออะไรไม่รู้) ก็ต้องมอบรางวัลให้สาวๆบ้าง นี่เลย Cedric สุดหล่อ....อ๊ากกกก หล่อจริงๆ รูปแรกท่ายืนนี่อารมณ์ประมาณเจ้าชาย William เลย
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งนอนใจ เพราะหากท่านดูภาพถัดไปก็จะพบว่า.. เอิ๊กส์ ติ๋มสุดๆ.. ตกลงจะหล่อหรือไม่หล่อกันแน่เนี่ยคุณพี่ Cedric ขา... 2 octobre 'Woman In White' in New Yorkแบบไหนดูดีกว่ากันระหว่าง...
หลังจากสงสัยมานานว่า ทีมนักแสดงของละครเพลงเรื่อง The Woman In White ในลอนดอนทำไมต้องเปลี่ยน จู่ๆก็ใช้โปสเตอร์ใหม่...ประกาศทีมนักแสดงใหม่หมด...พ่อหนุ่ม Walter Hartwright กับ Sir Percival Glyde ก็หน้าตาเปลี่ยนไป T_T มะหล่อแล้วๆๆ...แถมท่าน Count Fosco ก็หัวล้านอีกต่างหาก... ทำไม..ทำไม.. บัดนี้ค้นพบแล้วว่า...ทำไม ก็ทีมนักแสดงชุดเก่าย้ายไปเปิดตัวที่ Broadway, New York ยังไงล่ะ!!
The Woman In White บุก New York แล้วจ้า!!...
นับเป็นปรากฏการณ์ที่รวดเร็วมาก สำหรับละครเวทีเรื่องหนึ่ง ที่ไปเปิดตัวข้ามทวีปทั้งๆที่ยังเพิ่งเปิดแสดงในอีกประเทศหนึ่งแค่เพียงปีเดียวเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเร็วกว่า Phantom of the Opera ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในละครเพลงที่โด่งดังที่สุดในโลกเสียด้วยซ้ำ โดย Phantom นั้นได้เปิดแสดงในลอนดอนเป็นเวลา 2 ปีกว่า ก่อนที่จะไปเปิดตัวที่ Broadway
สำหรับการแสดงที่ New York นี้จะจัดแสดงที่ Marquis Theatre โดยจะแสดงรอบปฐมฤกษ์ในวันที่ 28 ตุลาคม และเริ่มแสดงจริงวันที่ 17 พฤศจิกายน (พร้อมๆ Harry Potter เลยแฮะ!) โดยทีมนักแสดงเกือบทั้งหมดถูกขนมาจากลอนดอน ไม่ว่าจะเป็น Michael Ball (ที่มาแสดงแทน Michael Crowford ในลอนดอนคนล่าสุด), Maria Friedman, Jill Paice, Angela Christian แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ พ่อสองหนุ่มหล่อ Oliver Darley กับ Martin Crewes ผู้รับบทเป็น Sir Percival กับ Hartwright ที่กล่าวไปตอนต้นว่าที่ลอนดอนถูกเปลี่ยนตัว...กลับไม่มีอยู่ในรายชื่อ Cast ของ New York!!
เกิดอะไรขึ้น คนหล่อถูกถอดถาวร! ไม่จริง...ไม่จริง... T_T
อะไรกัน จะว่าแสดงไม่ดีก็ไม่ได้ เพราะสองหนุ่มนั้นเป็น Original Cast เลยนา..แบบเป็นคนที่อัดเสียงลง CD ขายอ่า.. หรือว่า..มี job ใหม่ ที่ไหน อย่างไร.. ต้องไปสืบมาให้ได้!
จากตัวร้ายสุดหล่อคนเก่าขวัญใจเจ้าของบล็อค..
กลายเป็นแก่งั่กนี่.. เห็นแล้วสยอง ไม่ยอม~ ไม่ยอม! เห็น New York ดีกว่า London ได้ยังไง >_<~ พ่อ Andrew Lloyd Webber เนี่ย... เอา Cast เดิมของหนูคืนมา...!! N.B. ใครสนใจดูละครเวทีช่วงนี้ ลดราคากันเพียบ (ที่นั่งแถวหลัง) โปรดสอบถามรายละเอียดมาได้นะครับ มีลดเกือบทุกเรื่องครับ ยกเว้น Guys and Dolls ของเฮีย Ewan McGregor..ที่ราคา 55 ปอนด์ คงที่ถาวรตลอดกาล (ไปดูมาแล้ว T_T) 25 septembre Guys and Dolls the Musical
Ewan McGregor ชื่อนี้ใครๆก็ต้องร้องกรี๊ด...เมื่อเขากลับมาเล่นละครเพลงอีกครั้ง กับ Guys and Dolls ที่ลอนดอน หลังจากที่ได้โชว์พลังเสียงไว้แล้วในหนังเรื่อง Moulin Rouge!
ก่อนอื่นต้องขอปูพื้นฐานด้านละครเวทีก่อน
- Broadway คือชื่อถนนในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา หรูหราฟู่ฟ่าสไตล์เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและมีโรงละครต่างๆมากมาย อันเป็นที่มาของชื่อละคร Broadway อันโด่งดัง อย่างเช่น Chicago, Fame, Lion King
- West End ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูหลายๆคน เพราะเนื่องจากสื่อมวลชนไทยชอบเหมารวม อะไรที่เป็นละครเวทีก็เรียกมันว่า Broadway หมด โดยไม่สนว่ามันจะมาจากนิวยอร์คหรือไม่ ..West End เป็นย่านใจกลางเมืองกรุงลอนดอนที่เต็มไปด้วยโรงละครมากมาย และเป็นถิ่นกำเนิดละครเวทีคลาสสิคอย่าง Phantom of the Opera, Cats, Jesus Christ Superstar
จะเห็นได้ว่า แนวละครเวทีของ Broadway และ West End ต่างกันอยู่พอสมควร อันแรกนี่จะเป็นแนวเสียดสีสังคมและความเป็นมนุษย์ในสไตล์อเมริกัน ในขณะที่อย่างหลังจะเป็นแนวคลาสสิคโบราณๆ สไตล์อังกฤษ
Guys and Dolls เป็นละคร Broadway ที่มาเล่นใน West End และใช้ดาราอังกฤษ (หรือจะเรียกสก็อตก็ได้...Ewan McGregor) มาพูดสำเนียงอเมริกัน!!
..เป็นเรื่องราวโรแมนติกเชิงเสียดสีของความรักระหว่างชายหญิงสองคู่ในอารยธรรมยุค Jazz, บุหรี่ และการพนันเฟื่องฟูในกรุงนิวยอร์ค ที่แฝงไปด้วยความขัดแย้งในเรื่องของปรัญชา ศาสนา และแนวคิดวัตถุนิยม...
Ewan McGregor (อ่านว่า ยู-เว่น แบบเร็วๆ) ได้มีโอกาสร้องเพลงและเต้นในละครเวทีอันนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าความสามารถในการร้องเพลงของเขายังเทียบชั้นกับปรมาจารย์ด้านละครเพลงหลายๆคนไม่ติด แต่ก็เป็นโอกาสที่ให้เขาได้พิสูจน์ตัวเอง ว่าไม่ใช่เพียงแค่ใน Moulin Rouge! ที่เขาจะสามารถเอาชนะใจคนดู สำหรับการแสดงสดแล้ว เขาก็สามารถทำได้เช่นกัน! และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Ewan McGregor ยอมรับค่าตัวเพียงน้อยนิดแลกกับความเหน็ดเหนื่อยมหาศาล
จริงๆแล้ว Ewan เป็นดาราเพียงไม่กี่คนของฮอลีวู้ดที่สามารถเลือกแสดงหนังได้อย่างหลากหลาย และผลงานส่วนใหญ่นั้นออกมาในเกณฑ์เยี่ยม (อีกคนหนึ่งคือ Johnny Depp) เขามีผลงานทั้งระดับ blockbuster อย่าง Star Wars Episode I,II,III หนังตลกโรแมนติก หนังเพลง หนังพีเรียด รวมถึงหนังอาร์ตอังกฤษทุนต่ำที่เต็มไปด้วยฉากโป๊เปลือยอย่างต่อเนื่องอย่าง Trainspotting, Velvet Goldmine และล่าสุด Young Adam เรียกได้ว่าเป็นดาราที่ติดดินและชอบทำอะไรโลดโผน..เปลืองตัว..อยู่เป็นประจำเพื่อความมันส์ของชีวิตสไตล์เด็กแนว..
อย่างเมื่อปีที่แล้วที่พ่อหนุ่ม Ewan นึกสนุก ก็เลยขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวรอบโลกเป็นระยะทางกว่า 18,000 ไมล์จากยุโรป ไปยังรัสเซีย และทวีปอเมริกา.. รวมระยะเวลากว่า 115 วันกับเพื่อนรัก Charlie Boorman และได้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของหนังสือและสารคดีทางโทรทัศน์ ที่มีชื่อเดียวกันว่า Long Way Round
Guys and Dolls ก็เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ Ewan ได้ทำอะไรใหม่ๆดูบ้าง ท่าทางแกก็จะ happy ดี เพราะได้ต่อสัญญาที่จากเดิมทำไว้เพียง 3 เดือน เพิ่มเป็น 9 เดือน ส่งผลให้ Guys and Dolls จะแสดงในลอนดอนไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้าเลยทีเดียว!
ป.ล. I ตัวจริงหล่อมากกกกกกค่ะ~...หน้าใสปิ๊ง
ป.ล. II มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากสำหรับแฟนๆของ blog นี้ด้วย รู้ไหมว่าชื่อ blog ที่พวกท่านอ่านอยู่มีที่มาจากอะไร แฟนหนังคงตอบกันได้ว่า A Life Less Ordinary (ชีวิตไม่ธรรมดา) ผลงานอีกเรื่องที่ Ewan แสดง และกำกับโดย Danny Boyle ผู้กำกับชาวอังกฤษ เจ้าของผลงานอย่าง Trainspotting และ 28 Days Later นะจ้ะ...
ป.ล. III เพิ่มเติม: สำหรับแฟนๆ คอลัมน์จีบสาวนะฮะ หนุ่มเด็กแนวก็เรียกว่ามีเสน่ห์ดูดใจสาวอยู่ไม่น้อย แต่ว่าบางทีหากพยายามทำอะไรมากไปจนดูเวอร์ก็จะเป็นที่เอือมระอา สาวๆเค้าจะหาว่าสร้างภาพนะจ้ะ ดังนั้นการเป็นเด็กแนวที่ดี ต้องแนวจริงๆ เสมอต้นเสมอปลาย ห้ามแตกแถว หรือแกล้งแนวเป็นอันขาด มิฉะนั้นคะแนนของคุณจะติดลบ อย่าง Ewan นี่ก็แนวใช้ได้เสมอต้นเสมอปลายดี แต่เป็นแนวแบบเนี๊ยบไปนิด ยังเซอร์สู้ Johnny ไม่ได้ ..น่าเสียดายที่ทั้งสองคนมีเมียแล้ว
รูปประกอบ: รูปแรกคือรูปโรงละคร Piccadilly Theatre หนึ่งในโรงละครที่เก่าแก่ที่สุดในลอนดอน ที่ Guys and Dolls จัดแสดง รูปที่สองคือโฆษณา Ong-Bak DVD อันเบ่อเร่อหน้าร้าน Virgin ที่ Paccadilly Circus... 23 septembre โปสเตอร์เพิ่มเติมของ Harry Potter and the Goblet of Fireมาอีกแล้ว...
กรี๊ดอีกแล้วค่ะ
คราวนี้เราก็ได้เห็นหน้าเต็มๆของตัวละครใหม่ๆกันซักที
เอาล่ะ ลุย
โปสเตอร์รวม (พ่อหนุ่ม Harry หน้าเหมือนอนาคินตอนกำลังจะเข้าสู่ด้านมืดมาก..)
![]() Harry ผู้แก่ตัวลง (อายุ 14 แน่เหรอ) และ Mad-Eye ตาเดียว
ให้ตายเถอะ Cedric สุดหล่อ (
อี๋...อีตา Victor Krum นี่เอง หน้าตาน่าหมั่นไส้ที่สุดเลย ขี้อวด ผู้ชายอะไร แหวะ
สุดท้ายละ ยัยหนูเฟลอร์..ดูยังง้าย..ก็เทียบเฮอร์ไมนี่บ่ได้ค่ะ :D
แล้วเตรียมพบกันนะคะ 17 พ.ย. นี้ทุกโรงภาพยนตร์ พร้อม Harry Potter and the Half-Blood Prince ฉบับภาษาไทยจากนานมีบุ๊คส์ วันที่ 2 ธ.ค. นี้ค่ะ (เอ๋า ขอยืมเนื้อที่โฆษณาหน่อย) |
|
|