Profil de vowpailin::+::VoW'S LiFe LeSS OrD...PhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
|
25 mars ความรักคืออะไรตอนอายุ 19 ฉันเคยถามเพื่อนคนหนึ่ง ที่เคยคบกับแฟนมาได้สามปีกว่าว่า
"ความรักที่แท้จริง คืออะไร"
เขาแอบหัวเราะและบอกกับฉันว่า
"มาถามเราทำไม อยากรู้ว่าความรักคืออะไร ไปถามคุณตาคุณยายอายุ 70 ที่เดินจูงมือกันอยู่ในสวนสาธารณะไป"
คำตอบนี้ฉันยังจำจบขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้
วินทร์ เลียววาริณ เคยอ้างว่า ความรักแบบหลงใหลที่แท้จริงแล้วมีอายุเพียงไม่เกิน 2 ปี หลังจากนั้น ความรักก็จะหดหายไปเรื่อยๆ เหลือไว้เพียงความผูกพัน ความรู้สึกดีๆ ที่ทำให้คนสองคนอยู่ด้วยกันได้
....หรือว่าสิ่งนี้แหละก็คือความรักที่แท้จริง?
ความรักที่ปราศจากความหลงใดๆ ไม่ว่าจะในรูปโฉม ความงาม ความสามารถ หรือแม้กระทั่ง ความดี...
ความรักที่ปราศจากสิ่งล่อใจที่มีแรงดึงดูดมหาศาล ที่เรียกว่า ความสุข
หรือว่าความรัก คือสิ่งที่ทำให้คนสองคนอยู่ด้วยกัน แม้จะมีความทุกข์บ้าง แต่ก็ยอมที่จะอยู่ด้วยกัน...
ความรักคือการที่คนสองคนอยู่ด้วยกัน ทะเลาะกัน แต่พร้อมที่จะกลับมาให้อภัยกัน ได้ทุกเมื่อ...
อย่างนั้นน่ะหรือ...??
ถ้าอย่างนั้น
...ถ้าจะต้องได้มาทุกอย่างที่ตัวเองต้องการ มันคงจะไม่ใช่ความรักสินะ?
เพราะมันก็เป็นเพียงแค่ "ความต้องการ"
น่าแปลก ที่เขียนบทความเรื่องเกี่ยวกับความรักมามากมายขนาดนี้แล้ว เรายังไม่สามารถจะนิยามความหมายของสิ่งที่เขียนได้เลยแม้เพียงสักนิด 4 février วิธีจีบสาวขั้น 5: เตรียมพร้อมเป็นแฟน© 2007 Vowpailin Chovichien. All rights reserved.
ต้องขออนุญาตเป็น lawyer จั่วหัวแบบนี้หน่อยนะฮะ เพราะรู้สึกว่าบล็อคจะโดนก็อปไปโพสท์ตามบล็อคและเว็บบอร์ดต่างๆ (แม้กระทั่วเว็บบอร์ของ วินทร์ เลียววาริณ!) โดยไม่ได้ให้เครดิตกันหน่อยเล้ย เออ วิธีจีบสาวนี่กว่าจะคิดได้ ต้องผ่านการทดสอบกับหนุ่มๆ มานับร้อยๆ รายนะเฟ้ย ไม่ใช่งานง่ายๆ เล่นๆ (...เหอๆๆ เดี๋ยวนี้เจ้าของบล็อคอยู่ London School of Evils ..เอ๊ย! Economics แล้ว จะต้องมีการเก็ยสถิติอย่างเป็นทางการ จะมาวิจัยมั่วแบบแบรนด์ซุปไก่ไม่ได้แล้ว)
โอ้โห ห่างเหินมานับแรมปี ขนาด Harry Potter จะออกเล่ม 7 อยู่แล้ว วิธีจีบสาวยังอยู่แค่ขั้น 4 อยู่เลย เอาล่ะครับ ของดีต้องรอนานๆ ว่าแต่หนุ่มๆแถวนี้เนี่ยจีบสาวกันถึงขั้นไหนกันแล้ว ครูสอน advance ไปหน่อยรึเปล่าคะ เด็กๆ...
โอเค๊...เริ่มได้ สำหรับวิธีจีบสาวขั้น 5 นี้ใช้ชื่อว่า "เตรียมพร้อมเป็นแฟน" แปลว่า คุณได้บอกรักไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แล้วเธอก็ชอบคุณ อาจจะรักคุณด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่เธอก็กับคุณคบกันในแบบที่ "ใครต่อใคร" ก็เอาไปเม้าท์ว่าคุณสองคนเป็นแฟนกันแล้ว...แต่ว่า ยังไม่ได้เป็นแฟนกันน่ะสิ
อ้าว ทำไมล่ะ
ก็....
แต่ปัญหามันอยู่ที่ "ข้อตกลงอย่างเป็นทางการ" นั่นเอง ภาษานักกฎหมายจะเรียกมุมมองนี้ว่า formalistic approach เพราะแม้การกระทำทุกอย่างของเธอกับคุณจะราวกับเป็นแฟนกันแล้ว (เจอกันแทบทุกวัน, กินข้าว ดูหนังด้วยกันสองต่อสองตลอดเวลา, คุยโทรศัพท์วันละสามชั่วโมง, มีการบอกคิดถึงกันก่อนนอน, หรือแม้กระทั่งบอกรัก) แต่ในเมื่อยังไม่มีการตกลงว่า "ชั้นเป็นแฟนกับเธอนะ" มันก็เหมือนกับว่า ยังไม่ได้เป็น อยู่ดี คือทั้งสองฝ่ายยังไม่มี commitment ต่อกัน สำหรับคนบางคนอาจจะคิดว่าพอแล้ว แต่สำหรับหลายๆคนอาจจะคิดว่าวิธีนี้ไม่ secure กับคุณเลย แม้ว่าคุณรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่คุณก็ไม่มั่นใจว่าเธอจะทำอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หรือเธออาจจะเปลี่ยนใจ....
ทำไมเธอถึงยังไม่พร้อมตกลงเป็นแฟนกับคุณซักกะที....
อ้าว ..... ทำไมล่ะ!!
โอ้ มีเหตุผลมากมายล้านแปดประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเธอ ปัจจัยต่างๆ เช่น
1. ปัญหาที่อยู่เหนือการควบคุม (แต่คุณแก้มันได้!)
1.1 ไม่มั่นใจในตัวคุณ 100%
สาวอายุมากขึ้น ประสบการณ์ (จำนวนแฟนที่เคยคบ) มากขึ้น ก็จะยิ่งยากที่จะตกลงกับคุณ ทำไมน่ะเหรอ ก็พวกเธอเจอมาเยอะ เข็ดแล้วล่ะสิ เธอเหล่านี้จะไม่เหมือนเด็ก ม.ต้นที่จะตบปากรับคำกับคุณง่ายดายเพียงแค่คุณหน้าตาหล่อเหมือนนักร้องบอยแบนด์ญี่ปุ่น อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเธอจะคิดถึงอนาคตนั่นเอง พูดง่ายๆคือ เธอจะคิดว่า ถ้าเธอแต่งงานกับคุณแล้วเนี่ย มันจะเวิร์ครึเปล่า จ๊ากกกกก คิดการณ์ไกลอะไรจะขนาดนั้น แหม่ ผู้หญิงเมื่อถึงวัยหนึ่งเขาเริ่มคิดจริงๆนะ...ไม่มีสูตรตายตัวว่าสาวอายุเท่าไหร่ถึงจะเริ่มคิด แต่อย่างน้อยเมื่อจบมหาลัย เธอเหล่านั้นก็เริ่มคิดบ้างไม่มากก็น้อย ไม่คบใคร ตอบตกลงใครมั่วซั่วเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว (นอกจากจะอารมณ์พาไป :D) ว่ากันว่า ยิ่งอายุและประสบการณ์เพิ่มขึ้น ทำให้การตกลงเป็นแฟนกับใครสักคน นี่อย่างกับคิดจะ "หมั้นหมาย" กันเลยทีเดียว ลองคิดดูสิ หากสาวเจ้าอายุ 24 แล้ว คุณเธอมองว่าอีก 2-3 ปีคุณเธอก็อาจจะต้องแต่งงาน ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าคบไอ้บ้าที่ไหนก็ได้ไปเป็นแฟนซะตั้งแต่ตอนนี้ เสียเวลาไปอีกปีครึ่ง/หนุ่มหนึ่งคน โอกาสขึ้นคานมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิคะคุณขา....ดังนั้น คุณจะต้องเพิ่มความมั่นใจให้กับเธอ ว่าคุณจริงจังกับเธอจริงๆ ไม่ได้คบเธอเล่นๆ หรือมองอะไรใน short term เท่านั้น และหากเธอมองว่าคุณยังเด็ก คุณยังไม่โตพอที่จะรับผิดชอบตัวเธอได้ ลองอ่านวิธีจีบสาวรุ่นพี่ ดูเล่นๆ หน่อยละกันนะฮะ
ส่วนอีกปัญหานึง ที่แก้ยากยิ่งกว่า คือ คุณเป็นสเปคของเธอ 99% อีก 1% ไม่ใช่! หากเป็นอย่างนั้นแล้ว เธอจะคอยบอกกับตัวเองว่า "อีกหน่อยเจอคนที่ใช่กว่านี้" ทำไงล่ะครับ วิธีที่ทำได้หนึ่งในไม่กี่วิธี คือพิสูจน์ "ความดี" ของคุณ ผู้ชายชอบบอกกับตัวเองว่า "ผู้หญิงสมัยนี้ชอบแต่ผู้ชายเลวๆ" เหอๆ จริงๆแล้วไม่ใช่หรอก เธอชอบผู้ชายที่ "ไม่น่าเบื่อ" ต่างหาก ซึ่งถ้าคุณสามารถทำให้คุณทั้ง "ไม่น่าเบื่อ" ทั้ง "นิสัยดี" สามารถดูแลเทคแคร์เธอได้ไปตลอด นี่แหละ..ใช่เลย (รายละเอียดเพิ่มเติม: คำถามเกี่ยวกับผู้หญิง(ที่ผู้ชายน่าจะอยากรู้อ่านะ))
"ดี" ในที่นี้คือดียังไง? ดูแลเธอนะครับ....ไม่ใช่ "ตามแจ" แต่ในขณะเดียวกัน ก็อนุญาตให้คุณแกล้งทำให้เธอหึงได้ (แบบอินโนเซ้นต์ๆ) เป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นต่อมความอยากเป็นแฟนกับคุณซะสิ้นเรื่องสิ้นราวให้เร็วๆขึ้น แกล้งให้หึงแบบอินโนเซ้นต์...เช่น การช่วยเหลือเพื่อนผู้หญิงของคุณ ยังแสดงถึงน้ำใจในตัวคุณอีก ผับผ่าสิ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหนึ่งตัว ได้เป็ดอีกหนึ่งตัว
1.2 ช่องว่างหลังระยะเวลาอกหัก
หากเธอเพิ่งเลิกกับแฟน แนวโน้มที่จะมาคบกับคุณทันทีนั้นขึ้นอยู่กับ 1. เลิกเพราะอะไร 2. ใครเป็นฝ่ายบอกเลิก
หากการเลิกเป็นการเลิกแบบแตกหัก โดยที่เธอเป็นฝ่ายโดนทิ้ง เธอก็อาจจะกลายเป็นคนหวาดระแวงไปเลย ไม่กล้าคบผู้ชายคนไหนอีกง่ายๆ แล้ว เธอจะต้องมั่นใจก่อนเท่านั้นว่าเขาจะไม่ทิ้งเธออีก (1.1 ด้านบน)
แต่ถ้าเธอเป็นฝ่ายทิ้งเขา (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากเรื่อง "เขาไม่ใช่....") เธออาจจะมาคบกับคุณง่ายดายกว่าประเภทแรก แต่ก็ต้องระวังเอาไว้ว่า คุณเองก็อาจจะกลายเป็นคนที่ "ไม่ใช่" สำหรับเธออย่างง่ายๆ ได้เหมือนกัน เนื่องจากเธอผู้นี้ตกอยุ่ในหมวดหมู่ของสาวที่เราเรียกกันว่า Perfectionist
tips - วิธีจัดการกับ Perfectionist แบบย่อๆ 2 ข้อจบ:
1) ห้ามถามเธอว่าชอบคุณตรงไหน คุณน่ารักมั้ย คุณดีกับเธอพอมั้ย เพราะถ้าเธอตอบไม่ได้ เธอจะนำมันมาคิด...และจำใส่หัว...และ..เติมคำตอบให้กับช่องว่างในสมองของตัวเองว่า "นั่นสินะ เค้าไม่ใช่แบบที่เราชอบเลยนี่นา"
2) อย่าสร้างปัญหาให้กับเธอ ถ้าชีวิตปัจจุบันเธอมีความสุขอยู่แล้ว มีชีวิตการเรียนการงานแฮปปี้อยู่กับเพื่อนฝูงและครอบครัว แต่พอมีคุณเข้ามา เธอกลับวุ่นวาย ต้องคุยโทรสับ ไปเดท กินข้าวดูหนังกันจนตังค์หมด สอบตก ไม่มีชีวิตเป็นส่วนตัว แบบนี้เธอก็จะเริ่มมานั่งคิด "ชั่งน้ำหนัก" ความคุ้มของการมีแฟน (cost-benefit analysis) แล้วถ้า benefit ที่เธอได้มันไม่ได้มากพอ i.e. คุณไม่ได้เป็นแบบที่เธอต้องการซะทีเดียว ล่ะก็...เธออาจจะคิดว่า ไม่มีแฟนซะจะดีกว่า
สั้นๆ ง่ายๆ แต่สำคัญมาก เพราะ Perfectionist ก็คือ Perfectionist และยากที่จะเปลี่ยน
1.3 ช่องว่างระหว่างเธอกับคุณ
หากคุณกับเธอเจอกันทุกวัน เช่น อยู่ที่ทำงานเดียวกัน จะบอกได้เลยว่ามันคือข้อเสีย (ในกรณีที่เธอหลงรักคุณเข้าแล้วอย่างจัง) ...อ้าวววว...ทำไมล่ะ!! เพราะคุณจะกลายเป็นของตายน่ะสิ dude...เป็นแฟนก็ได้ ไม่เป็นแฟนก็ได้ ได้เจอกันทุกวัน แถมคุณยังตามมาเทคแคร์ทุกวันอีกต่างหากกกกก อ้าว! แก้ยังไงล่ะเนี่ย.. เพราะถ้าห่างออกมาเธอก็จะหาว่าหมดใจอีก วิธีแก้ก็คือแกล้งทำให้เธอหึงในขณะที่ยังดูแลเธอไม่ต่างจากเดิม แกล้งทำให้หึงโดยการไปช่วยเหลือสาวอื่นให้เธอเห็น เธอก็จะทำตัวหึงหวงเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณทันที ทำให้ขั้นตอนการตื๊อให้เธอรีบตอบตกลงนั้นง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การแกล้งให้หึงบ่อยๆก็มีข้อเสียเพราะเธอจะคิดว่าคุณเป็นคนเจ้าชู้ และในขณะเดียวกัน "ช่องว่าง" นี้ก็จะต้องไปกว้างซะจนเกินไป เพราะถ้ามันกว้างเกินไปล่ะก็ เธออาจจะลืมคุณได้เข้าง่ายๆ เพราะการตอบตกลงเป็นแฟนนี้ หลายครั้งที่ "อารมณ์ที่พาไป" มีส่วนสำคัญเอามากๆ ...การใกล้ชิด...ทำให้อารมณ์คนสองคนย่อมพาไปเสมอ
เอาล่ะ เราได้ดู ปัญหาที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ของคุณกันไปแล้วว่าอาจมีอะไรบ้าง ทีนี้มาป้องกัน ปัญหาที่คุณควบคุมได้ กันดีกว่า
2. ปัญหาที่ควบคุมได้: ตัวอย่างการกระทำอย่างไหนที่ ญ ไม่ชอบ
สถานการณ์...
2.1 ถ้าหญิงมองหน้าคุณ แล้วคุณถามว่า "อะไร" ทุกอย่างก็จบ
จะเป็นแฟนกันอยู่แล้ว ความโรแมนติกเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องหัดไว้ คุณจะหาเหตุผลอย่างเดียวไม่ได้ การมองตาของสาวเจ้าเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ ที่ต้องการเข้าสู่โหมดโรแมนติก ไม่ว่าคุณจะกำลังนั่งเนิร์ด (อ่านแคลคูลัส) หรือว่าดูบอลลิเวอร์พูล-แมนยู อยู่ก็ตาม หากเธอต้องการ romantic moment ณ ช่วงเวลานี้ (ใกล้จะเป็นแฟน) จงให้...!!!!!!!! ห้ามปฏิเสธ!!!! ไม่ว่ากำลังจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จงลืมอารมณ์เนิร์ด ลืมเจอราด ลืมทุกอย่าง....และโฟกัสไปที่เธออย่างเดียว เพราะเธอกำลังต้องการ attention ท่องไว้..ไม่มีหญิงคนไหน ที่ต้องการให้คุณเห็นฟุตบอลหรือการบ้านสำคัญกว่าเธอ ถ้ารับไม่ได้ ก็มีสองทางเลือก 1) อย่ามีแฟนซะ หรือไม่ก็ 2) เสแสร้งไปสักระยะให้เธอตายใจก่อน พอเป็นแฟนค่อยปล่อยมันออกมา ฮ่าๆๆ..(น.ส.วาวไพลิน แห่งสถาบัน London School of Evils ค้นพบว่าผู้ชาย 99.99% เลือกข้อ 2. โดยไม่ต้องทำการวิจัยใดๆ)
2.2 ถ้าหญิงแอบจับมือคุณ (ทั้งๆที่ยังไม่ได้เป็นแฟนกัน) แล้วคุณสะบัดออกพร้อมบอกกับว่า "เอ่อ เป็นแฟนกันก่อนดีมั้ย"
...เธอจะรู้สึกอายล้านแปดตลบและเลิกคิดจะทำอย่างงั้นกับคุณในที่สุด สุดท้ายคุณก็จะแห้วเอง (สมน้ำหน้ามากๆ)
แม้ว่าคุณจะศีลธรรมสูงส่งเพียงใด แต่ถ้าสถานการณ์พาไป คุณก็ต้องตามมันไปน่ะแหละ! เช่นเดียวกันกับข้อบน..." ห้ามทำลายความโรแมนติก "
ให้โรแมนติกสวีทๆกันไปก่อน เธอจะจับมือ จับหน้าอะไรคุณ ก็จงตอบสนองเธอซะ ฮั่นแน่...หลายคนเริ่มคิดไปไกล!!! เฮ้ย อย่าเชียวนะ ไม่ได้บอกว่าให้ทำอะไรอย่างนั้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเลยเถิดไปแล้วล่ะก็ คุณก็จะแห้วได้เหมือนกัน คงไม่ต้องอธิบายก็น่าจะเข้าใจว่าทำไม คือ either เธอร้องกรี๊ดขึ้นมา และตบหน้าคุณเข้าผัวะ! หรือไม่ถ้าเธอมีความ..เอ่อ...แรด..เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คุณก็จะเสียท่าให้เธอ กลายเป็นเพียงแค่กิ๊ก ที่ผูกพันกันทางกาย แต่ไม่ใช่ทางจิตใจ เนื่องจาก ณ ตอนนี้คุณยังไม่ได้เป็นแฟนกันเลย อย่าลืม (ฮ่า แต่คิดๆดูแล้วหลายคนก็อยากได้อย่างหลังใช่มั้ยล่า...แหม่ โอกาสน้อยน่ะน้อย.. เฮ้ย เป็นไรเนี่ย เริ่มติดเรทแล้วคอลัมน์อันอินโนเซ้นต์ของเรา)
ดังนั้นผมจะทำไงดีล่ะคับพี่...++ โธ่น้อง เอาเป็นว่าดูปฏิกิริยาเธอแล้วใช้วิจารณญาณเอาเองละกันน้อ ภาคปฏิบัติพี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้อ่ะ หรือไม่ถ้า desparate จริงๆก็เอาเบอร์พี่ไป แอบโทรหาเวลาทำอะไรไม่ถูกก็ละกัน -_-''
2.3 ถ้าหญิงพูดถึงแฟนเก่า จงอย่าหึงแบบรุนแรง
เพราะถ้าคุณหึง ไม่ว่าจะเป็นประเภทเขวี้ยงข้าวของในบ้าน หรืองอนตะลุบตุ๊บป่องๆๆ ก็ตาม ทั้งๆที่ยังไม่ได้เป็นแฟนกัน คุณก็จะโดนมองว่าใจแคบ
ณ เวลานี้จงทำตัวเป็นพ่อพระให้มากที่สุด เป็นคนดี considerate จนน่าเป็นแฟนด้วยอย่างยิ่ง มีหวงบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับน่ารำคาญ นั่นแหละๆ รู้ว่าไม่ง่าย แต่ก็ทนๆไปหน่อยน่า...สักระยะ เดี๋ยวจะดีเอง เป็นแฟนแล้วจะให้หึงได้เต็มที่เลยเอ้า!
...อ่อ เตือนเอาไว้ว่า ในกรณีนี้ยังแปลได้ว่า เธอยังไม่ลืมแฟนเก่า เวลาที่เธอพูดมา ก็ให้คุณแกล้งทำเป็นหูทวนลมได้หากสามารถ คือเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะยิ่งคุณเท้าความเรื่องแฟนเก่ากับเธอมากเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งระลึกถึงเขามากขึ้นเท่านั้น ถ้าสองคนนี้จากกันด้วยดีล่ะก็...เธอจะนำเขามาเปรียบเทียบกับคุณ แล้วคุณก็จะลำบาก..นะจ๊ะ...
2.4 จงหวานกับเธอ ราวกับว่าเป็นแฟนกันแล้ว แต่ห้าม pressue เธอมากจนเกินไป
ฝากไว้เป็นข้อสุดท้าย ระยะนี้ คุณไม่ใช่เพื่อน คุณไม่ใช่แฟน คุณกำลังจะเปลี่ยนสถานะ คุณต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ด้วยการเสมอต้นเสมอปลาย อย่างที่บอกผ่านๆมา แล้วเมื่อถึงโอกาส ช่วงที่กำลังสนุกสนาน ช่วงที่กำลังผ่อนคลาย คุณกำลังหัวเราะเฮฮามีความสุข นั่งดูหนังโรแมนติกคอเมดี้กุ๊กกิ๊กกันอยู่บนโซฟา ลองเอ่ยปากถามเธอขึ้นมาลอยๆ สักครั้งหนึ่ง ทีเล่นทีจริง ห้าม pressure ว่า
"ถ้ามีเพื่อนมาถามว่า ฝ้ายเป็นใคร จะให้เราตอบไปว่าอะไรดีนะ..."
(แหม สวีทแบบนี้ไม่ได้คิดเองหรอกน่า หุหุ..)
ทีนี้ก็จะได้เป็นแฟนกันซะทีนะ...
เอาล่ะ จบขอรับ เชิญ comment ได้ 6 mars วิธีจีบสาวขั้น 4โอเค๊ .. ตามคำเรียกร้อง มันกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากเพื่อนๆหลายคนพร้อมแล้ว สตาร์ทมาด้วยกันตั้งแต่ขั้นศูนย์จนตอนนี้เริ่มเหี่ยวเฉากันไปตามๆกันแล้ว ไอ้คนเขียนมันไม่ออกซีรี่ส์ตอนใหม่ซักที จนหญิงเค้าหนีไปแล้วเพราะรอนานเกิน กูจะทำยางงายยยย....ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้มั้ย... ไม่ได้ เอาล่ะ มากันต่อ.. (เอาไว้จีบคนถัดไปก็ได้นะจ๊ะ)
จากวิธีจีบสาวขั้นสาม เราก็ได้กล่าวไว้ย่อๆ ว่า จากขั้นนั้นเป็นขั้นที่เตรียมตัวบอกรัก แต่ก่อนคุณจะบอกรัก คุณจะต้องสำรวจก่อนว่าเธอชอบคุณจริงๆรึเปล่า ไม่งั้นนี่แห้วกระป๋องรับประทาน แต่อย่างที่บอกไปในขั้น 3 นั้นว่า ปฏิกิริยาของสาวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนแทบไม่แสดงออก บางคนก็กระดี๊กระด๊า ...วิธีที่คุณจะรู้ก็คือการทดสอบเธอเท่านั้น โดยสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองจากการกระตุ้นต่างๆของคุณ (กลับไปอ่านขั้นสามถ้าลืม) แต่สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้นั้นเป็นสิ่งที่ คุณอาจเห็นไม่ได้ด้วยตาของตัวเอง -- แต่อาจสังเกตได้ โดย "คนรอบตัว" ของเธอ ...
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจว่า หลายๆกรณี คุณไม่อาจรู้ด้วยตัวเองเพราะว่าเธอจะไม่แสดงออกกับคุณ ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถเก็บอาการได้ดีจนคุณไม่อยากจะเชื่อ หรือไม่เธอก็แสดงออกบ้างแล้วแต่คุณก็ยังมองโลกในแง่ร้ายต่อไป (ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรกระทำบ้าง) ผู้หญิงที่คุณกำลังจีบ..มักจะแสดงทีท่าว่าไม่สนใจคุณเท่าไหร่ แม้ว่าในใจเธอจะเต้นตุบตับๆ เป็นคุณอยู่ทุกวินาที (อี๋..แหวะ เอ่อ ผู้หญิงก็ทำตัวเลี่ยนเป็นเหมือนกันนะ) เนื่องด้วยเธอก็มีวิธีมัดใจหนุ่มของเธอ แต่เราจะไม่สอน เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเรียน เดี๋ยวแผนเราจะแตก.. เอ๊ย ..พูดเล่น ก็กำลังสอนอยู่นี่ไง!! เอาล่ะ..คุณจำเป็นจะต้องสืบ โดยหลายครั้งคุณจะต้องพึ่งคนอื่นถ้าจำเป็น กรุณาพึ่งคนที่ไว้ใจได้ที่สุด...
"ผมไม่ไว้ใจใครเลย เพื่อนเธอต้องบอกเธอแน่ๆ" - ปัญหาซ้ำซากของหนุ่มโสด แล้วเค้าก็มักจะลงเอยด้วยการบอกเพื่อนสนิทของ "ตัวเอง" (ซึ่งเป็นหนุ่มโสดด้วยกันเนี่ยแหละ) ว่าชอบน้องแอน น้องแน้ต น้องกิ๊ก อย่างโง้นอย่างงี้ จะทำไงดีวะมึง ผู้ชายอ่ะ..เพื่อนคุณอ่ะ..ช่วยคุณไม่ได้ทำเพื่อนเจ้าสาวหรอกจะบอกให้
"ถ้าเพื่อนเธอบอกเธอจะเป็นอะไรมั้ย"
กรณีนี้หลายคนคิดหนัก แต่ผู้เขียนแนะนำว่า บอกก็บอกสิคุณ คุณจีบเธอมาถึงขั้นสามแล้วเนี่ย เธอรู้อยู่แล้วล่ะถ้าไม่ได้โง่จนเกินไป เธอรู้อีกจะเป็นไร เพราะคำพูดที่ออกจากปากเธอนั้น = คำพูดในใจคุณ ไม่ใช่ คำพูดจากปากคุณ มันไม่ concrete พอ คำถามคือ..คุณจะเก็บความรักนี้ไว้ทำไม? .."เผื่อแห้ว จะได้ไม่หน้าแตก" (คำตอบ?) เชื่อหรือไม่ว่า หากรักครั้งนี้แห้ว เพื่อนเธอจะบอกเธอหรือไม่ก็ตาม คุณจะสามารถกลับเป็นเพื่อนอย่างเดิมได้เท่ากับที่คนที่อยู่ในขั้น 3 เพราะตั้งแต่ไปออกเดท ดูหนัง ฟังเพลง อะไรพวกนั้นสองต่อสองกันน่ะ ตั้งแต่ขั้นสาม กันน่ะ... ย้ำอีกครั้งว่า ไม่รู้ก็โง่ตายแล้วจ้า...โอเค แต่มันก็มีข้อแม้!! เป็นข้อแม้ที่สำคัญมาก ...
คำว่า "ไว้ใจ" (สำหรับสายสืบคนนั้น) ในที่นี้หมายความว่า มั่นใจว่าเพื่อนคนนั้นจะ support คุณ เข้าข้างคุณ เชียร์คุณ.. ไม่ใช่ยุยงส่งเสริมในทางตรงกันข้าม เค้าควรจะเป็นคนที่ "เออ พี่ x นี่เค้าก็ดีนะวาว" "เหรอๆ อืม..คิดดูก่อน" ไม่ใช่ "อย่าไปคบมันเลย ไอ้นี่มันหน้าหม้อ หูดำ อ้วนเป็นตุ่ม หน้าตาอย่างกะคางคก ใครได้เป็นสามีต้องชี้ช้ำใจไปจนตาย..." "อ่อ เหรอ ขอบคุณที่เตือน" ไม่งั้นความซวยจะมาเยือน ล้างซวยสามปีเจ็ดปีก็ไม่หาย...
คงไม่ต้องสอนว่า เพื่อนที่เข้าข้างคุณนั้นดูยังไง สงสัยต้องเปิดซีรี่ส์อีกตอน ..วิธีอ่านใจมนุษย์ - -''
เอาล่ะ มาถึงขั้นตอนการสืบแล้ว กรุณาถ่ายทอดวิชามารไปยังสายสืบของคุณให้ดีๆ ให้สายสืบของคุณสังเกตว่า "เธอ"(เป้าหมาย) มีอาการเหล่านี้บ้างรึเปล่า..
ผู้หญิงก็เหมือนกับผู้ชายน่ะแหละ เวลารักใครชอบใคร ก็ย่อมอยากใกล้ชิด สนิทสนม เป็นธรรมดา สิ่งที่แตกต่างคือ ผู้หญิงทุกคนที่อินเลิฟ จะมีความรู้สึกเช่นนั้น..และเป็นเกือบตลอดเวลา.. ต่างจากผู้ชายที่ชีวิตอาจมี เพื่อน เกม เหล้า หรือเซ็กส์ มาเป็นตัวขั้นจังหวะความคิดเรื่อง รัก (หลายครั้งที่ผู้ชายแยกเซ็กส์กับความรักไม่ออก ในขณะที่ผู้หญิงจะมีความสามารถด้านนี้มากกว่า - เริ่มนอกเรื่องล่ะ แตกกระทู้เป็นบทถัดไปละกัน) เอาล่ะ!!
จะยกตัวอย่างให้ดูในบางกรณี เช่น
1. ในกรณีเป็นเพื่อนร่วมงาน เธอจะแอบชอบคุณได้อย่างเนียน แต่ให้เพื่อนสนิทเธอที่ทำงานสังเกตว่า เธอจะกระตือรือร้น บ้างาน หรือไม่ก็เป็นคนดีเป็นพิเศษบ้างรึเปล่า ไม่ว่าจะ
- เสนอตัวเข้าไปทำงาน
"เอ ยิ้ม มีใครช่วยทำเรื่องนั้นรึยัง ..."
อ๋อ พี่เค้าทำอยู่ไง แต่จะไปช่วยพี่เค้าอ่ะ อิอิ..
- เป็นคนดีเป็นพิเศษ
"ยิ้มๆ ปล่อยเราดูคนเดียวก็ได้ ยิ้มไปทานข้าวเถอะ"
ที่แท้ก็จะอยู่กับพี่เค้าสองต่อสอง
- กระตือรือร้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"เราโดดงานไม่ได้หรอก มันสำคัญมาก ยิ้มไปเที่ยวทะเลคนเดียวเถอะ (ไปไงวะคนเดียว)"
ที่แท้ก็จะได้อยู่บริษัทกับพี่เค้านั่นเอง ก๊ากๆๆๆ หรือว่า..
- ขยันผิดปกติ
"เจ้านายคะ วันนี้หนูอยู่ดึกได้ค่ะ" (เจ้านายหล่อ) "ถึง 3 ทุ่ม 5 ทุ่มก็ได้ค่ะ"
("อ่อ เหรอ งั้นเลิกงานไปทานข้าวกับผมมั้ย")
อุอุ...
ถ้าตั้งแต่มีหนุ่มคนใหม่ (คุณนั่นเอง) เข้ามาในบริษัท หรือไม่ก็หนุ่มคนใดในเข้ามาในชีวิตเธอ (คุณนั่นเอง) ในฐานะเพื่อนร่วมงาน แล้วเธอมีอาการเหล่านี้นั้น ก็ ฟันธง ฟันธง...
อย่างที่บอกว่า ทฤษฎีนี้เป็น relative ต้องเทียบ before and after จะฟันธงเอก เอ๊ย ฟันธงเองไม่ได้ ดังนั้นถึงได้ต้องอาศัยข้อมูลดิบบ้างสุกบ้างจากคนใกล้ชิดของเธอ!
2. เธอจะอยากโทรหาคุณอยู่บ่อยๆ ยามที่คุณไม่โทรมา นี่เป็นวิธีเช็คสาวที่ดี ลองหายไปสักวันสองวันดูสิ แต่แบบแหม..โทรหาผู้ชายก่อนมันก็กะไรๆ ทำไงดีน้า.. สร้างเรื่องดีกว่า
- "พี่ x คะ ถามไรหน่อยค่ะ MS Word นี่เปิดไงคะ -_-" (แกล้งโง่คอม = มุกประจำของหญิงสาวผู้ใสซื่อ)
- "พี่ x ขา นี่ๆ มีเรื่องอะไรจะเม้าท์ เมื่อวันก่อนน่ะ ตาแบงค์ไปม่อสาวด้วยแหละ" (โทรไป แค่ต้องการเม้าท์เรื่องเพื่อนสนิทของฝ่ายชาย)
- "..เอ่อ..โทษทีนะคะพี่ x แต่พี่รู้ทางไปสยาม จากจุฬาฯ มั้ยคะ หนูกลัวหลงอ่าค่ะ"
(ตัวอย่างนี่กระแดะเว่อร์ไปนิด โปรดให้อภัย คือจริงๆแล้วสาวก็คงทำอะไรประมาณนี้แต่ไม่ตรงไปตรงมาอย่างงี้อ่านะ)
บางทีเธออาจจะคลำโทรศัพท์ เปิดเบอร์คุณขึ้นมาดูบ่อยๆ อ่าน messege ที่คุณส่งมาซ้ำๆ หลายๆ หน... พูดง่ายๆคือ หากคนใกล้ชิดเห็นเธอมีอาการ "เล่นโทรศัพท์" บ่อยโดยที่ไม่ได้โทรจริงซักทีเนี่ย ชัวร์...เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะเล่นมุกอย่างไร
3. หาเรื่องนัดเจอ เธอจะพยายามหาเรื่องนัดเจอคุณโดยที่ทำได้อย่างแนบเนียนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขอนัดยืม CD หรือนัดกินข้าวกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่เธอจะถามคุณมาตรงๆรึเปล่า ก็ขึ้นกับว่าเธอเป็นคนอย่างไร ..
เห็นตัวอย่าง พอเก็ทแล้วใช่ป่ะ :D
หากเธอหลงรักคุณเข้าแล้ว จะบอกรักเมื่อไหร่ดี
จริงๆแล้วปฏิกิริยาตอบสนองเหล่านี้ของเธอมันก็ขึ้นกับสถานการณ์ เวลา โอกาส และคาแรกเตอร์ของผู้หญิงแต่ละคน แต่หากเมื่อคุณพบว่าท่าทีกำลังสวยแล้ว พูดง่ายๆก็คือ ทุกอย่างถึงจุด "Peak" กรุณาลงมือทันทีอย่ารอช้า ... ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะยิ่งช้า คุณอาจจะได้พร้าเล่มงานไปปอกแห้วกินก็ได้ .."อารมณ์" ของคนเรา มักเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาพร้อมกับเหตุผล หากยิ่งให้เวลาเธอตรึกตรองหรือต้องรอนานเท่าไหร่ จุด peak นั่นก็อาจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนความสัมพันธ์กลายเป็นแบบเพื่อนไปซะแล้ว แต่ก่อนอื่น คุณจะต้องมั่นใจว่ามัน peak จริงๆ ไม่ใช่แค่กำลังขึ้นเขาแล้วคุณก็ไปสันนิษฐานเอาเองว่าถึงยอดเขาแล้ว
ถามว่าเมื่อไหร่กำลังดี ไม่ใช่ว่าเริ่มสวีทกันวันนี้ พรุ่งนี้บอกรักเลย ไม่ใช่...ช่วงเวลาที่เหมาะ คือราวๆ 1-2 เดือน (ยืดหยุ่นได้) แต่ห้ามเกิน 6 เดือน (ตัวเลขนี้มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่มี research รองรับหรอก ฮ่าๆๆๆ..)
วิธีการบอกรัก
ประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอนหลักๆ
1. บอกรัก
2. ถามฝ่ายตรงข้าม
3. ขอเป็นแฟน
คุณอาจจะทำได้โดยการโผเข้าไปตามตรงๆ แต่คุณจะต้องมั่นใจโคตรๆ และต้องมีลีลาพอสมควร โดยเฉพาะการไม่ปล่อยให้เธอได้ตั้งตัว จะใช้ได้ผลดีกับ "เพื่อนสนิท" เช่น
ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน คุณหันหลังไปแล้วก็หันกลับมา..
ช: เอ่อ ขอพูดอะไรหน่อยดิ
ญ: ไร
ช: เราว่าเราชอบปิ๊กอ่ะ
ญ: ... --> เขิล+อึ้งเล็กน้อย
ช: เออ ก็บอกให้รู้ไว้เฉยๆ .. --> คล้ายๆกับเตรียมตัวชิ่ง แต่จริงๆแล้วเป็นการบังคับให้เธอรีบโต้ตอบ
ญ: เดี๋ยว ... (น่าน ได้ผลจริงๆด้วย)
ช: มีไร (ทำหน้าตาย)
ญ: เรา ..เอ่อ ... (ผู้หญิง 95% ไม่กล้าพูดคำนี้)
ช: ชอบเราป่ะ
ญ: เอ่อ ก็ ยังไม่ได้ อื่อ..อื้อ (พูดไม่ออกแล้ว หน้าแดงก่ำ )
ช: (ยิ้ม) งั้นเราลอง...คบกันดีมั้ย?
ญ: ก็เอ่อ ..
ช: แปลว่าได้ใช่ป่ะ (ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์)
ญ: นี่แหนะ!! ตาบ้า..++ มาทำเป็นรู้ดี หนอยยยย...
แล้วทั้งสองคนก็ไล่จี้เอวกัน กุ๊กกิ๊กหนุงหนิงเป็นอันจบพิธี
หรือในกรณีที่คุณพกความั่นใจมาไม่เต็มร้อยเท่าอย่างแรก และความสัมพันธ์ของคุณมันกระหนุงกระหนิงกันอยู่แล้ว จนไม่จำเป็นต้องเล่นมาดขรึม เพราะไม่เหมาะกับรูปแบบความสัมพันธ์ คุณก็ต้องสรรหาคำพูดหลอกล่อ เช่น..
ช: "เอ เฟินให้ตุ๊กตาหมีพี่คนนั้นเหรอ แอ่..."
ญ: "บ้า คิดอะไร ไม่มีไรสักหน่อย วันเกิดเค้า"
ช: "จริงอ๊ะ .. จริงอ๊ะ...เดี๋ยวพี่จะไปป่าวประกาศ"
ญ: "บ้า อย่านะพี่บี เฟินมีคนที่ชอบของตัวเองอยู่แล้ว เอ๊ย พูดเล่น อิอิ"
ช: "อ้าว จริงเหรอ ว้า..งี้พี่ก็อกหักดิ" --> หมาหยอกไก่เล็กน้อย
ญ: "ก็ไม่แน่.." --> ไก่ก็เริ่มเล่นด้วย
ช: "ไม่แน่..."
ญ: "...ไปแล้ว ต้องไปทำงานต่อ" --> พยายามตัดบท
ช: "เดี๋ยวนะ เฟินชอบผู้ชายใส่แว่นรึเปล่า" --> ต้องสวนกลับทันที!
ญ: "มั้ง..แต่ก็ไม่ได้จำเป็น ทำไมเหรอ.."
ช: "พี่ก็ชอบ..ผู้หญิงใส่แว่น" (น้องเฟินก็ใส่แว่น)
ญ: "อ่าวเหรอ ไม่เห็นเคยบอกกันเลย จะได้หาให้"
ช: "ไม่ต้องหาหรอก มีอยู่แล้วแหละ..ไม่ใกล้ไม่ไกล"
ญ: " ...(เขิล)" --> จริงแล้วเค้าก็รู้อยู่แล้วแหละ แต่แกล้งทำฟอร์ม
ช: "เฟินว่าพี่บอกรักเค้าดีมั้ย"
ญ: "ก็แล้วแต่ดิ..."
ช: "ไม่เอาอ่ะ พี่เขิล"
ญ: "เขิลทำไมล่ะ.."
ช: "ก็..พี่กลัวเค้าปฏิเสธอ่าดิ"
ญ: "กลัวทำม๊าย..เค้าก็คงชอบพี่อยู่เหมือนกันแหละ"
ช: "รู้ได้ไง"
ญ: "ก็พี่ออกจะ.. เป็นคนดี หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ เก่ง ฉลาด..."
ช: "ถ้าจะให้เฟินเป็นแฟนนี่เอาเลยใช่มั้ย"
ญ: "ก็..... พี่ไม่ได้ชอบเฟินหนิ" --> น่าน ฝ่าย ญ ก็ play safe แฮะ
ช: "ทำไมจะไม่ชอบล่ะ"
ญ: "ก็ เฟินไม่ได้น่ารัก" (เหอๆๆ คุณเธอนี่ ..จริงๆเลย)
ช: "เหรอ พี่ว่าเฟินน่ารักอ่ะ แล้วก็..พี่ก็..ชอบเฟินด้วย"
ญ: "ขอบจายนะ ฮือๆ เรารู้ตัวดี ไม่ต้องมาแกล้งชม" (เล่นตัวต่ออีกวุ้ย)
ช: "เฟินชอบพี่รึเปล่า" --> โหมดซีเรียสมาแล้ว
ญ: "เอ่อ ชอบแบบไหน.."
ช: "ชอบแบบที่พี่ชอบเฟินอ่ะมั้ง"
ญ: "อา .. ก็...ชอบแหละ..."
จากนั้นก็ดำเนินการขั้นสาม -เชิญชวนมาเป็นแฟนกัน ตามแบบตัวอย่างที่หนึ่งได้ต่อไป หรือว่าจะสรรหาอะไรออกมา เช่น.. ขออนุญาตก๊อปมาหน่อยเหอะ ...."เวลาไปเจอเพื่อน จะให้แนะนำเธอว่าอะไรดี" โอ๊ย ชอบมาก ขอบอกๆ
นั่นก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบทสนทนา คุณจะต้อง adapt เองให้เข้ากับสถานการณ์ โดยใช้ไหวพริบ จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องเชิงบังคับเค้าให้พูดออกมาให้ได้ว่าเค้าก็ชอบคุณด้วย มิฉะนั้น ก็เท่ากับเป็นการบอกรักอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ถามกลับ ...บอกรักอย่างเดียวไม่ได้หรอ? ..คำตอบคือ "ไม่ได้" หากคุณคิดจะเป็นแฟนกับเธอ หากคุณตัดสินใจที่จะบอกอะไรเธอแล้ว และต้องการที่จะสานต่อ จะต้องมาควบคู่กับการยินยอมของอีกฝ่าย เพราะการ "บอกรัก" ไม่ได้ทำให้ "ผู้หญิงที่ไม่รักคุณ" พูดออกมาว่า "เธอไม่ได้รัก" กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง..ที่ผู้ชายบอกรัก แล้วก็ assume เอาเองว่าผู้หญิงรับรู้ และเมื่อเธอไม่ได้พูดอะไร ยังคงไปกินข้าว ดูหนัง กับเขาเสมอ ก็แปลว่าเค้าชอบผมล่ะสินะ ...ผิด!!! ผิดมหันต์!! ผู้หญิงเกินครึ่งไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นเพราะเธอ "กั๊ก" หรือเธอต้องการจะรักษาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนก็ตาม แต่ที่แน่ๆคือมีไม่น้อย ..แล้วผลเป็นไง? "คาราคาซัง" ครับ คาราคาซังแล้วค่อยมาถามอีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมามันก็โอเคแหละ บางคนทิ้งไว้นาน...ระหว่างนั้นก็ทำตัวคล้ายๆ "แฟน" แต่ "ไม่ได้เป็นแฟน" มาถามอีกที ผู้หญิงก็คิดในใจ..."เอ่อ ไม่เอาดีกว่า" เพราะการเป็นแฟนกัน (แม้ในทางพฤตินัยอย่างเดียว) มันไม่ได้สนุกเท่ากับการจีบกันหรอก ข้อนี้หลายๆคนที่มีคู่มานานแล้วย่อมรู้ดี การใกล้ชิดกันมากขึ้น ทำให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ข้อเสียของแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายถูกจีบ เค้าก็จะมองเห็นข้อแย่ๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่มาจีบเค้าเพิ่มขึ้น ..โอกาสที่เค้าจะตอบตกลงหากคุณทิ้งช่วงไว้สักสามเดือน หกเดือนเนี่ย ยิ่งน้อยลง..ลดลงทุกๆ วัน (นอกจากคุณจะดีแสนดี ไร้ที่ติ จนเธอประทับใจเหลือเกิน นั่นอีกเรื่อง)
แต่ที่พูดมานี้ก็ขอย้ำอีกครั้งนะว่า คุณจะต้องถึงจุด peak จริงๆ คือคุณมั่นใจว่าเธอจะชอบคุณมากๆจริงๆ ไม่ใช่แค่ยอมไปกินข้าวด้วย ดูหนังด้วยแบบในขั้นสาม คุณต้องมั่นใจว่าเธอพร้อมที่จะเป็นแฟนแล้วล่ะ เพราะถ้าคุณสองคนยังไม่ peak เธออาจจะต้องการเวลาในการนึกทบทวนดูอีกนานๆก็ได้ กลายเป็นแห้วไปอีกซะนี่..
แต่ถ้าแห้วเพราะพลิกโผแบบออสการ์ปีล่าสุดล่ะ จะทำไง!!!? ถ้าเธอบอกไม่รัก .. หรือไม่พร้อม ทั้งๆที่คุณคิดว่าพร้อมแล้วล่ะก็..... ติดตามครั้งต่อไปนะฮะ สวัสดี 9 novembre Just End It!นี่คือบทความที่ตรงข้ามกับ Perfectionism and the Philosophy of Love (ตาม link ทางด้านซ้ายมือ) หากคุณกำลังกล้ำกลืนกับความรัก...คุณจะเลือกทำตามคำแนะนำของบทความไหนนะ!? ..คำตอบที่แท้จริง ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกัน...
ทฤษฎีไม่ใช่กฎ...เพราะมันมักจะถูกล้มล้างได้เสมอ หากมีการทดลองใหม่ๆที่ได้ผลแม่นยำกว่าเข้ามา และวันนี้ฉันก็ได้ค้นพบแล้วว่า... ฉันพลาด!
Just End it! Copyright © 2005 Vowpailin Chovichien.
ความรักไม่ใช่ชีวิต...คุณจะเลือกให้มันเกิดหรือดับกี่ครั้งก็ได้
ฉันเคยบอกกับตัวเองเสมอ ว่าฉันนั้นคาดหวังมากเกินไป ในชีวิตจริง..ความรักมันไม่ได้สวยหรูเหมือนในนิทานที่มีเจ้าหญิงกับเจ้าชายหรอกนะ ฉันเขียนบทความให้ตัวเองอ่าน...
ฉันพร่ำบอกกับตัวเองว่า การเป็น Perfectionist ทำให้ฉันลืมนึกไปว่า คนเราก็สามารถบกพร่องได้เหมือนกัน และความบกพร่องนั้นก็ควรจะได้รับการให้อภัยถ้ามันไม่หนักหนาเกินไป ชีวิตรักควรที่จะได้รับการประคับประคองต่อไป เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้ 100%
บทความนั้นได้ผล...ฉันให้อภัยและกลับมาดีกับคนรักเหมือนเดิม แต่ก็เพียงแค่ 2 อาทิตย์
ฉันกลับไปรู้สึกแบบเดิมอีก Perfectionism and the Philosophy of Love นั้นกล่าวเอาไว้ว่า ‘หากคนๆนั้นเป็นคนที่ ‘ใช่’เพียง 80% ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลืออีก 20% ก็คือการปรับตัวเข้าหากัน โดยอาศัยความเข้าใจ’
...แต่ถ้าหากความรักนั้นไร้ซึ่งความเข้าใจกันเล่า? ...หรือหากว่าเขาไม่ได้รักเราในแบบที่เรารัก? เราจำต้องยอมสานความสัมพันธ์นั้นต่อไปหรืออย่างไร
ฉันไม่ได้ฉีกบทความนั้นทิ้ง และปฏิเสธที่จะบอกว่ามันผิด แต่บอกกับตัวเองว่า..ฉันนั้นได้พลาดไปเสียแล้ว ฉันพลาดที่ตีความบทความตัวเองผิด! คนที่จะรักกันได้นั้น นอกจากจะต้องเป็นคนที่‘ใช่’ แล้วยังจะต้องเป็นคนที่‘เข้าใจ’กันอีกด้วย การที่เขา ‘ใช่’ 80% นั้นไม่ได้แปลว่าเขา ‘เข้าใจ’ เราสักนิดเลย
ฉันบอกเลิกกับเขาในวันถัดมา...
แม้ตอนเด็กๆ เราจะวาดฝันเอาไว้ว่า อยากให้รักแรกของเรานั้น เป็นรักครั้งสุดท้ายจัง หรือเมื่อโตขึ้นมาหน่อย ก็อยากให้คนๆนั้นที่เจอ...คือคนที่ใช่เสียที ไม่อยากมีความรักหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางสังคมหรือทางจิตใจของตัวเองก็ตาม แต่หารู้ไม่ว่า ความรักมันก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆในโลกนี้แหละ คนเราเกิดมาตัวเปล่า... ความรักมิได้ติดตัวเรามา เราไม่ได้รู้จักมันแต่เริ่มต้น ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือการเรียนรู้มัน!!
นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลามาเป็นพันๆปีกว่าจะศึกษาความเป็นไปของทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตบนโลก เราเองก็อาจจะต้องใช้เวลาชั่วชีวิตที่จะศึกษาว่าความรักนั้นเป็นอย่างไร เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นจะต้องทำการทดลองในห้องทดลองเดิมๆ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ความรักจากคนๆเดียวเสมอไป
การเคยมีคนรักมาแล้วมากมาย ไม่ได้แปลในทางตรงกันข้ามว่าเรามีความรักน้อย เสียไปซะเมื่อไหร่! ดังนั้นการเริ่มต้นและจบกับคนแล้วคนเล่า ไม่ได้แปลว่าทั้งชีวิตนี้คุณจะไม่สามารถทนอยู่กับใครได้ เพียงแต่ ‘คนที่ใช่’ ของคุณนั้นอาจจะยังมาไม่ถึง ก็แค่นั้นเอง เขาอาจจะกำลังเดิน นั่ง หรือทานอาหาร อยู่หนไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ โลกที่เต็มไปด้วยคน 6 พันล้านคน ที่แตกต่างกันไป 6 พันล้านแบบ! มันต้องมีสักแบบน่ะ...ที่เหมาะกับคุณ
ในขณะที่หลายคนกลัวกับการเริ่มต้น...หลายคนกลัวกับการที่จะต้อง‘จบ’
บางคนกลัวว่าจะต้องสูญเสียชีวิตแบบเดิมๆไป...ชีวิตที่กึ่งทุกข์กึ่งสุขอย่างนั้นน่ะหรือที่คุณต้องการ? ในเมื่อการเจอคนใหม่ที่ดีกว่าอาจทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าที่เป็นอยู่? บางคนกลัวว่าการจบสิ้นกับใครสักคนหนึ่ง อาจจะทำให้เราสูญเสียโอกาสดีๆไป..โอกาสที่จะได้สานต่อกับคนๆนั้น แต่ถ้าหากว่าคนๆนั้นไม่ใช่ ‘คนๆนั้น’ ของเราจริงๆล่ะก็ เราจะสานต่อไปเพื่อเหตุใด? ดังนั้นการจำทนฝืนอยู่ต่อไป นอกจากจะไม่ใช่เป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้เจอความรักที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นการปิดกันตัวเองจากความรัก...ที่อาจกลายเป็นรักที่แท้จริง...ในอนาคตที่ไม่คาดฝันได้อีกด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ‘คนที่ใช่’ ของเรานั้น..จะเดินผ่านเรามาเมื่อไหร่ และเขาไม่จำเป็นจะต้องเดินผ่านเราในขณะที่เรากำลังไม่มีใครเสมอไป และหากเขาเข้ามาในตอนนี้...และเรายังผูกพันกับคนอีกคนหนึ่งอยู่ ‘คนที่ใช่’ ของคุณคนนั้นก็อาจจะเดินจากไปอย่างไม่ทันได้แลสังเกตคุณได้ในทันที
ตอนนี้ฉันเจอคนที่ฉันรักแล้วล่ะ...คนที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า‘ใช่’ ถ้าหากว่าฉันยังคงยืนกรานเหนี่ยวรั้งความผิดพลาดครั้งนั้นเอาไว้...ฉันก็คงจะไม่มีโอกาสจะได้เจอกับเขา และฉันก็คงจะต้องเสียใจไปจนชั่วชีวิต แม้ว่าชีวิต...จะไม่ใช่เกม ไม่มีเฉลย ไม่มีบทสรุป ไม่มีการบอกให้ทราบล่วงหน้าว่าคุณจะต้องเจออะไรต่อมิอะไร และไม่สามารถที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เพื่อย้อนกลับมาเดินทางใหม่ และเก็บของวิเศษชิ้นสำคัญ... แต่ในขณะเดียวกันในชีวิตหนึ่งๆ คุณก็สามารถจะเล่นเกมความรักได้หลายๆครั้ง คุณอาจจะไม่ชนะในเกมแรกที่เล่น แต่ใครจะรู้...คุณอาจจะกลายเป็นเซียนเกมในวันต่อมา...วันของคุณ..ก็เป็นได้! และทุกคนย่อมมีวันนั้นเสมอ!
จงอย่ากลัวที่จะสูญเสียในสิ่งที่ไม่มีค่า… 30 septembre วิธีจีบสาวรุ่นพี่สมัยนี้ความรักมักจะไม่มีพรมแดน ทั้งหญิงจีบชาย หญิงจีบหญิง ชายจีบชาย มีให้เห็นเต็มไปหมด อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เห็นกันบ่อยๆพักหลังๆก็คือ ...รุ่นน้องผู้ชาย จีบรุ่นพี่ผู้หญิง!
ผู้ชายหลายคนบอก "โอ้ย ความรักเดี๋ยวนี้มันไม่มีพรมแดนกันแล้ว" และไม่รังเกียจที่จะไปปิ๊งสาวอายุแก่กว่าตนสักเท่าไหร่ ตราบใดที่เธอทำตัวน่ารักกระหนุงกระหนิงกับเขาได้อย่างไม่ประหม่า เออ แน่ล่ะสิ คุณอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ใครว่า...รุ่นพี่สาวสวยที่ว่าเธอจะไม่รู้สึก?
ผู้หญิง..โดยธรรมชาติมักชอบผู้ชายที่สามารถปกป้องหรือดูแลเธอได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถเป็นเพื่อนคู่คิดหรือคู่กัดของเธอได้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มหงอๆ หงิงๆ ที่เห็นแล้วรู้สึกปลงว่า "ฉันจะเอาเป็นแฟนทำมายเนี่ย" ...โอเค หงิงๆมันก็น่ารักดีอ่านะ อารมณ์ประมาณอ๊อฟ V4 อ่ะ แต่ยังง๊าย..ยังงาย...ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ใคร่อยากจะเอาเป็นแฟนเท่าไหร่ สู้โจก็มะด้าย เอ๊ย! เอาเป็นว่า..ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว พวกเธอจึงต้องการคนที่มีวุฒิภาวะสูงกว่า (หรือเทียบเท่า) ตน วุฒิภาวะสูงกว่าแปลว่าต้องแก่กว่าหรือ? เปล่า...ไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น ดังนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มที่จะชอบรุ่นพี่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ คนรุ่นเดียวกัน
แล้วถ้าคุณอายุน้อยกว่าเธอล่ะ!!
ก่อนอื่นต้องแยกอุปสรรคให้ออกว่ามี 2 อย่าง
1. มุมมองของเธอต่อคุณ
2. มุมมองของคนรอบข้างต่อเธอ
มาเจาะทีละประเด็นนะคะ
1. มุมมองของเธอต่อคุณ ปัญหาก็คือ
1.1 เธอมองว่าคุณ "นิสัยเด็ก"
นิสัยเด็กได้แก่อะไรบ้าง เช่น
- ทำตัวเป็นเด็กน้อยน่ารัก..เช่น หงอๆใส่เธอ "พี่สาวฮับ ผมเป็นหนุ่มแล้วฮับ!!" ถ้าคิดว่าผู้หญิงชอบก็คิดผิดซะแล้ว..
- ไม่เป็นผู้นำ..อะไรๆก็ให้เธอเลือกตลอดไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือว่าสถานที่เดท "แล้วแต่พี่คับ ผมไม่ชำนาญการ" ถ้าทำอย่างงี้บ่อยๆ กอปรกับอายุของคุณแล้วด้วยเนี่ย คุณจะยิ่งดูเด็กเข้าไปใหญ่อีก
- ความคิดไม่เป็นผู้ใหญ่ เช่น ไม่รับผิดชอบต่อการเรียน "โอ๊ย ดร็อปดีกว่าโว้ย เบื่อเจง เรียนไปก็ไม่หายโง่ขึ้นมา" หรือเอะอะก็ประชดประชัน ทะเลาะกับพ่อหนีออกจากบ้าน ไม่คิดถึงอนาคตเท่าไหร่ ทำอะไรไม่ค่อยวางแผน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คงจะไม่มีในชายหนุ่มอายุ 25+ ที่ sensible พอ
- วันๆเอาแต่ทำกิจกรรมที่เธอมองว่ามัน'เด็ก' เช่น ติดการ์ตูน ไม่ก็วันๆเอาแต่นั่งอยู่หน้าจอคอมเล่นเกมออนไลน์ 24 ชั่วโมง .. แม้ว่าหนุ่มๆในวัยเดียวกับเธอในสมัยนี้จะติดกันเป็นขบวนก็ตาม แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สนใจการ์ตูนหรือเกมมากนักก็ยังมองว่ามันเป็นกิจกรรมที่ "เด็ก" อยู่ดี และเด็กติดเกม ติดการ์ตูนแบบนี้น่ะเหรอจะมาดูแลเธอ? (เว้นเธอจะบ้าด้วย นั่นก็อีกเรื่อง)
- ไม่ค่อยสันทัดเรื่องงานผู้ชายๆ เช่น เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือว่างานซ่อมประตูบ้าน ท่อน้ำ หรือทีวี โอเค มันอาจจะไม่ใช่นิสัยของเด็กอย่างเดียว ใครๆก็โง่คอมได้ ยิ่งสูงวัยยิ่งใช้คอมไม่เป็นใหญ่..จริงป่ะ? แต่มันก็ทำให้เธอเห็นว่าคุณนี่ "ไม่เอาไหน" ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเธอเก่งเรื่องนี้กว่าคุณ "คอมเป็นไรไม่รู้อ่าค้าบ" .. "มา ทิ้งไว้ ชั้นจัดการเอง" เอ่อ...
1.2 คุณทำให้เธอ "คิด" ว่าคุณเด็ก...โดยการเรียก "พี่"
กฎ: "อย่าเรียกสาวเจ้าว่า 'พี่' แม้ว่าเธอจะอายุแก่กว่าคุณกี่ปีก็ตาม"
กฏ ต่างกับ ทฤษฎี
ที่เขียนๆมาเกือบทั้งหมดเนี่ย เป็นทฤษฎี แต่ข้อนี้คือกฎ!
อย่าริอาจเชียวนะ ไม่งั้นยังไงๆก็ไปไม่เกินขั้นสามหรอก ขอบอก..
ด้วยเหตุผลที่อธิบายมาข้างต้น แต่คุณผู้ชายผู้ดื้อด้านก็อาจจะยังเถียงอีกว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยเล่า ผมไม่ได้ทำตัวเด็กนี่นา ผมแค่สุภาพเท่านั้นเอง" ปัธโธ่!! มีสาวที่ไหนอยากเป็นอีโคแก่เล็มหญ้าอ่อนบ้างยะ ถามจริงเหอะ...!!~ ไม่มีใครอยากเป็นงั้นหรอก การที่คุณเรียกเธอว่า "พี่" จะทำให้เกิดเป็นความรู้สึก "ขัดแย้ง" ภายในจิตใจของเธอเอง 1. ชอบเค้า 2. เค้าเป็นเด็กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ~ โอ้ว มีผลมากนะนั่น
แล้วให้ทำไง?
จู่ๆจะเรียกชื่อเล่นเดี่ยวๆเลย มันก็จะดูข้ามรุ่นไปนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าธารกำนัล
วิธีแก้ก็คือ "หลีกเลี่ยงชื่อ/สรรพนามบุรุษที่สอง" เช่น
เดิม:
น้อง ท.: "เป็นไงบ้างครับพี่หนิง ไปไหนมาอ่ะ"
รุ่นพี่สาวสวย: "เราเหรอ? ไปร้านหนังสือมาน่ะ"
น้อง ท.: "หนังสือที่พี่หนิงต้องซื้อเยอะมั้ย ของผมมีเยอะเลย"
รุ่นพี่สาวสวย: "ก็เยอะนะจ้ะ"
ไม่เวิร์คอย่างแรง...
สังเกตว่าหากรุ่นพี่สาวสวยคนนั้นชอบคุณอยู่เช่นกัน เธอจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมเรียกตัวเองว่า "พี่" เธอจะเรียกตัวเองว่า "เรา" และคอยบอกคุณอยู่ตลอดเวลาว่า "ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้ อายุห่างกันไม่เท่าไหร่เอง" แต่ถ้าหากคุณยืนยันด้วยการเรียก "พี่" มากขึ้นเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง..เธออาจจะเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองเป็น "พี่" ตาม และความรู้สึกรักใคร่แบบแฟนก็จะเริ่มหายไปทันที
เปลี่ยนใหม่:
น้อง ท.: "เป็นไงบ้าง ไปไหนมาครับ" (คำว่า "ครับ" สามารถคงอยู่ได้ สังเกตว่า ความสุภาพไม่ได้ต่างไปจากเดิม และฟังดูมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นเยอะ)
รุ่นพี่สาวสวย: "เราเหรอ? ไปร้านหนังสือมาน่ะ"
น้อง ท.: "หนังสือที่ต้องซื้อเยอะมั้ย ผมมีเยอะเลย" ("ผม" ก็ใช้ได้นะค้า เพื่อไม่ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากเกินไป...ในกรณีที่เค้ายังไม่ได้ชอบคุณเท่าไหร่ แล้วอาจจะค่อยเปลี่ยนเป็น "เรา" หรืออะไรก็ตามทีหลัง)
รุ่นพี่สาวสวย: "ก็เยอะนะ" (สังเกตว่า เธอจะตัดคำว่า "จ๊ะ" ซึ่งผู้หญิงใช้พูดกับคนที่เธอรู้สึกเอ็นดู เช่น รุ่นน้อง ออกไป)
จะเห็นว่า การหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อของบุคคลที่เราคุยอยู่ด้วยนั้น กระทำได้ง่ายมาก คุณแทบจะไม่จำเป็นต้องเรียกเค้าว่า "พี่หนิง" เลย เพราะภาษาไทยนั้น เป็นภาษาที่ยืดหยุ่นเรื่องนี้มาก (เริ่มกลายเป็น อ.ลิลลี่ไปแล้วแฮะ...)
แล้วถ้าคุยกับบุคคลที่สามล่ะทำไง? ...ใช้คำว่า "เค้า" สิคะ...
เพื่อนของรุ่นพี่สาวสวย: "น้อง ท. จ้ะ เจอหนิงบ้างรึเปล่า"
น้อง ท.: "อ๋อ เค้าไปร้านหนังสือมาน่ะ" (พยายามทำตัวสนิทสนมเป็นรุ่นเดียวกันกับเพื่อนของสาวเจ้าได้ก็จะดีมาก)
หรือหลายครั้งก็ต้องใช้ทักษะส่วนตัวในการพลิกแพลงคำหน่อย เช่น
เพื่อนของรุ่นพี่สาวสวย: "น้อง ท. จ้ะ...วันนี้ไปกินข้าวมากับใครเอ่ย"
น้อง ท.: "อ๋อ เพื่อนพี่อ่ะแหละ"
...เรื่องนี้ต้องอธิบายละเอียดหน่อย เพราะหลายครั้งที่หนุ่มๆมาบ่นว่า "ไม่เข้าใจ" "ทำไม่เป็น" (..เฮ้อ..ชั้นล่ะกลุ้ม!)
2. มุมมองของคนอื่นที่มีต่อเธอ
เกี่ยวยังไง?
ผู้หญิงให้ความสำคัญกับบุคคลรอบข้างมากกกกกก.......
ไม่ว่าจะตั้งแต่พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งคำติฉินนินทาของผู้คนที่เธอไม่แม้แต่จะรู้จักมักจี่ด้วยก็ตาม เธอก็แคร์! จะแคร์มากแคร์น้อยก็แล้วแต่บุคคล แต่ที่แน่ๆคือเธอแคร์
และเมื่อเธอแคร์ ไม่ว่าเธอจะชอบคุณ หลงคุณ หัวปักหัวปำขนาดไหนก็ตาม เธอก็ยากที่จะ say yes
แล้วจะให้ทำไง ในเมื่อผมเลือกวันเกิดตัวเองไม่ได้?
ไม่ถึงกับต้องไปปลอมบัตรประชาชนหรอก แค่ทำให้เค้า "มั่นใจ" เพิ่มขึ้นมา "แคร์ชาวบ้าน" น้อยลง
หลักๆก็คือ: ทำให้เค้ารู้สึกว่า คุณเป็นรุ่นเดียวกัน
โดยการ
2.1 ทำตัวเป็นรุ่นเดียวกันกับเค้า (แหงล่ะ ไม่งั้นคงจีบไม่ติดแต่ต้น)
2.2 ทำตัวเป็นรุ่นเดียวกันกับเพื่อนเค้า.. อันนี้ยากหน่อย ให้เป็นรุ่นเดียวกันกับสาวๆทั้งก๊วนเนี่ย...แต่วิธีก็ใช่จะไม่มี 1.เท่เข้าว่า 2.ฮาเข้าว่า... ใช้กลยุทธ์อะไรต่างๆก็ตามให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกลายเป็นก๊วนเดียวกันได้สำเร็จ ยิ่งเค้ามีเพื่อนผู้ชายด้วยเนี่ย ยิ่งต้องรีบดึงมาเข้าแก๊งค์ในทันที (ติดสินบนมันก็ได้) หากคุณและเพื่อนผู้ชายของเค้าเข้ากันได้ การ hang out เที่ยวเตร่เป็นกลุ่มใหญ่ก็จะไม่ได้มีแต่สาวๆอีกต่อไป คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ถ้าคุณชนะใจเพื่อนของเค้าได้ ก็มีชัยชนะไปกว่าครึ่งแล้วล่ะ เพราะสำหรับผู้หญิงแล้ว แรงเชียร์จากเพื่อนมีผลสูง ดังที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในขั้นศูนย์ แรงเชียร์ที่นี้ไม่ได้จะส่งผลทำให้เธอ "ชอบ" คุณเพิ่มขึ้น แต่แปลว่าจะทำให้เธอ "ตกลงเป็นแฟน" กับคุณได้ง่ายขึ้นต่างหาก!
2.3 หลีกเลี่ยงคนทางบ้าน ..ไม่ได้หมายความว่า "ให้ปิดเรื่องการเป็นแฟน" แต่หมายถึง "ปิดอายุของคุณ" ไว้ก่อนจะดีกว่า ผู้ใหญ่หลายคนหัวโบราณ คุณไม่รู้ว่าเค้าจะยุลูกสาวเค้าว่ายังไงบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว 99% พ่อแม่ผู้หญิงย่อมอยากให้ลูกสาวมีแฟนที่อายุมากกว่าชัวร์ๆ พ่อแม่น่ะ..แคร์ยิ่งกว่าตัวเธอเองเสียอีก จะบอกให้..
หลังจากนั้นก็วิธีเหมือนการจีบสาวทั่วๆไปแหละจ้ะ อาจจะยากหน่อยในขั้นตอนการทำให้เธอมั่นใจในตัวคุณได้ว่าคุณเป็นผู้ใหญ่จริงๆ และยอมตกลงด้วย ก็แค่นั่นอ่าแหละ ผู้หญิงอ่ะ ถ้าเชื่ออะไรแล้ว...ใจอ่อนจะตาย 21 septembre วิธีทำใจจากการอกหัก(2): ตอน เลือกสาวให้เหมาะกับตัวเองเมื่อมีคนเสนอ เราก็ต้องสนอง ก็ไม่ใช่อีกล่ะครับ.... เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่า คู่รักที่ดีจะต้อง "เหมือนกันที่สุด" หรือ "ตรงข้ามกันที่สุด" อย่างไร แต่ผลการวิจัย โดย น.ส.วาวไพลิน จาก King's College London เจ้าเก่า...ระบุว่า
นอกจากนี้ยังรวมถึง มุมมองของความสัมพันธ์ การให้เกียรติกัน ผู้หญิงบางคนมองว่าผู้ชายจะต้องเลี้ยง ในขณะที่ผู้ชายมองว่าควรแชร์ มันก็เข้ากันไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม หากผู้หญิงมองว่าต้องแชร์ แต่ผู้ชายอยากเลี้ยง..อันนี้มันก็อาจต้องมีทะเลาะกัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่อง....sex ต้องจูนเข้ากันให้ได้ว่าจะเอาระดับไหน :P
- ความสนใจโดยภาพกว้าง: เช่น ศิลปะ หรือกีฬา ใช่ว่าจะต้องสนใจเหมือนกันเด๊ะๆ แต่ความสนใจที่เหมือนกันทำให้คนสองคนสามารถพูดคุยกันได้ ตัวอย่างเช่นคู่หนึ่งผู้ชายบ้าคอมพิวเตอร์มากๆ ส่วนผู้หญิงไม่เป็นเลย วันๆสนใจแต่ละครน้ำเน่า ผู้ชายก็ต้องไปคุยกับเพื่อนของตัวเอง เพราะคุยอะไรเธอก็เหวอตลอด ไม่รู้เรื่องอะไรเล้ยจริงๆ แค่บ่นว่าอยากได้ iPod nano เธอก็ทำหน้าโมโหและบ่นว่า "เลิกพูดเรื่องคอมกับชั้นซะที" ในขณะที่ผู้หญิงเองก็อาจอยากเม้าท์ AF โอ๊ย..คันปาก แต่หนุ่มเนิร์ดก็ดันไม่ดู ไม่รู้เรื่องเอาซะเลย เลยต้องโทรไปเม้าท์กับคนอื่นใน msn แทน อาจจะเป็นหนุ่มคนอื่นที่ดู AF เหมือนกัน นานๆเข้ามันก็.....เอ่อ... อา..เริ่มห่างเหินหนุ่มเนิร์ดไปเรื่อยๆ และใกล้ชิดกับหนุ่มติด AF คนนั้นแทน นอกจากนี้ความสนใจนี่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถไปเที่ยวหรือมีกิจกรรมทำด้วยกันได้
เช่น ถ้าสนใจดนตรีแนวเดียวกัน ชอบดูหนังเหมือนกัน ชอบเล่นเกมเหมือนกัน
อยู่ภาคไฟเหมือนกัน :D เป็นต้น ...ถ้าเกิดสาวสนใจดนตรีร็อค
แต่คุณกลับไปยืนเอ๋ออยู่ในคอนเสิร์ตเนี่ย แห้วแน่นอน
ขอบอก...(แต่ยืนเอ๋อก็ยังดีกว่าไปยืนรอรับอยู่หน้า concert hall นะจ้ะ
แหะ..แหะ..) :P
- นิสัยขี้บ่น: ถ้ามันพูดมากทั้งคู่นี่ก็ยังพอให้อภัย ไปกันได้ เม้าท์กันแหลก แต่หากกลายเป็นนิสัย "ขี้บ่น" แล้วล่ะก็ บ่นไปบ่นมามันก็ทะเลาะกันอ่ะดิ คนธรรมดาก็มักจะทนคนขี้บ่นไม่ไหว หากคุณเป็นหนุ่มขี้บ่นล่ะก็...คุณจะต้อง....หาสาวผู้สามารถรับฟังคุณได้โดยเงียบ และไม่รู้สึกสะทกสะท้อน happy กับการฟังคุณบ่น หรือไม่ก็สาวผู้สามารถต่อกรกับคุณได้จนคุณเลิกบ่นไปเลย
- นิสัยเครียดเกินเหตุ: พวกหนุ่มๆที่ชอบเครียดเนี่ย ขอบอกค่ะ สาวๆเค้าทนได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นแหละค่ะ ถ้าเครียดมากๆเนี่ยนะค้า เค้าก็ไม่ไหวอ่ะ เค้าประสาทตายพอดี เอะอะนิดหน่อยก็ทำซีเรียส ทนไม่ได้ฮ่ะ แล้วยิ่งถ้ามีนิสัยเครียดด้วยกันทั้งคู่เนี่ย ไปด้วยกันลำบาก เพราะความเครียดที่สะสมเนี่ยมันก็จะรวมตัวกัน...เอิ๊กส์ ระเบิดตายกันพอดี ดังนั้นแนะนำว่า..หากคุณเป็นหนุ่มเครียด ถ้าไม่หาสาวอารมณ์ดีที่ฟังเรื่องเครียดๆของคุณ แล้วทำให้คุณหัวเราะหรือยิ้มได้ (ในกรณีที่ความเครียดของคุณอยู่ใน level a) ก็จะต้องเป็นแม่สาวผู้สามารถรับฟัง เป็นที่รองรับอารมณ์ของคุณได้ มีความอดทนสูงส่งมากๆ ไม่ว่าคุณจะโมโห อารมณ์ร้าย สักแค่ไหน คุณเธอก็ทนไหว..นั่นแหละค่ะ (ในกรณีที่ความเครียดของคุณอยู่ใน level b) หากสาวที่คุณหา..ไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ล่ะก็...แห้วมาเยือนแน่ หากสาวที่คุณจีบเป็นคนซีเครียดประมาณนี้..คุณก็ต้องเป็นหนุ่มนิสัยอย่างที่บอกอ่ะแหละค่ะ
- นิสัยเผด็จการ: นิสัยนี้หากเกิดกับผู้หญิงก็จะเรียกว่า "เอาแต่ใจ"
แต่หากเป็นผู้ชายก็จะเรียก "เผด็จการ" นั่นคือ "แกต้องยอมชั้น" ลูกเดียว
ไม่มีการยอมความในชั้นศาล ถ้าผมถูกก็คือถูก คุณต้องขอโทษ
และผมจะไม่ขอโทษคุณ อะไรประมาณนี้ ฟังดูน่ากลัวพิลึก
เผด็จการมาเจอกับเผด็จการ ก็เหมือนกับจับเอาฮิตเลอร์มาเจอกับนโปเลียน
คงฆ่ากันตายไปข้างเพราะไม่มีใครยอมใคร เช่น
สังอาหารก็ทะเลาะกันว่าจะกินร้านไหน นั่งตรงหน้าต่างมั้ย สั่งอะไร...
ดูหนังก็ทะเลาะกันว่าจะดูเรื่องอะไร ที่ไหน เก้าอี้เบอร์เท่าไหร่
...ดูเสร็จก็ทะเลาะกันอีกว่าหนังสนุกหรือไม่ - -'' อืม
หากคุณเป็นหนุ่มประเภทนี้ล่ะก็แนะนำให้เอาสาวที่ มีความเห็น แต่
"อะไรก็ได้" ...คือยอมคุณได้นั่นเอง (ในโลกนี้คงมีไม่กี่คน)
...หากคุณเจอสาวเอาแต่ใจล่ะก็...คุณควรจะต้องยอมเธอได้
หากคุณเป็นคนชอบแสดงความเห็น และไม่ค่อยยอมใคร คิดเสมอว่าตัวเองถูกล่ะก็
คุณคงจะอยู่กับเธอไม่ได้นานแน่ จริงๆแล้วข้อสามนี่สำคัญสุด เพราะ 1+2 ก็เป็นแค่ไกด์ไลน์คร่าวๆ ไม่ได้แปลว่า คนแบบนี้จะต้องการคนแบบนี้เสมอไปเสียเมื่อไหร่ เพราะจริงๆแล้ว สาวเรียบร้อยบางคนอาจจะชอบหนุ่มที่เข้ามาเติมสีสันให้กับชีวิตของเธอ หรือสาวห้าวก็อาจจะต้องการหนุ่มขี้อ้อนเข้ามาอ้อนเธอก็ได้ และสาวเด็กเรียนก็ไม่จำเป็นจะต้องชอบหนุ่มเด็กเรียนเสมอไป ดังนั้น...หากคุณโดนปฏิเสธ(แห้ว)กลับมาล่ะก็.. อย่าไปมองว่าการแห้วนั้นเกิดจาก... - รูปร่างหน้าตา - เงินในกระเป๋า - ภาพลักษณ์ของคุณ - การเอาใจใส่เขา เพียงอย่างเดียว... ปัจจัยเหล่านี้อาจสำคัญ (อย่างที่ได้บอกไปแล้ว ใน "วิธีการจีบสาวขั้นศูนย์") แต่จงระลึกเอาไว้ว่า "นิสัยของคุณนั้นยังห่างไกลความต้องการของเขาอยู่มาก" และนี่เป็นปัจจัยสำคัญมากๆที่คุณมองข้ามไม่ได้ เพราะไมใช่่ว่าคุณไม่ดี แต่คุณ "ไม่ใช่" ไม่ว่าจะไปเสริมหล่อขนาดไหน รวยเท่าไหร่ ดูดีขนาดไหน เอาใจปรับไปส่งเขาทุกวัน...แต่ "นิสัย" ของคุณ ไม่ใช่แบบที่เธอต้องการล่ะก็...เธอก็คงจะไม่หันมาตกหลุมรักคุณได้หรอก หรืออย่างน้อยๆ เธอก็อาจจะเผลอชั่ววูบและหันกลับไปไม่ชอบเหมือนเดิม หรือไม่ก็จะเกิดกรณี...คบกันแล้วเลิก เพราะเธอ "ไม่ใช่"!! ดังนั้นเนี่ย พ่อหนุ่มทั้งหลายที่แห้วมานะจ้ะ อย่าไปคิดว่าตัวเองไม่มีดี คุณอาจจะดี แต่ไม่ใช่ในแบบที่เขาต้องการก็ได้ ดังนั้นไม่ต้องมานั่งเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟาย หรือบ่น "เหงา", "เหงาer", "เหงาest" หรอกนะจ้ะ อิอิ .. และเมื่อจะจีบสาวคนใหม่เนี่ย ก็เลือกให้เหมาะกับตัวเอง จะได้ไม่แห้วอีกไงจ้ะ ...ขอให้โชคดี 12 septembre วิธีการจีบสาวระยะไกลหนอย...ทนไม่ได้ฮ้า มีการพาดพิงถึง blog อิชั้นโดย TEST บางตัวว่าว่ากลายเป็น blog น้ำเน่าไปแล้ว อ๊ายยย ไม่ได้เน่าซักกะหน่อย ปรัชญานะยะ ลองอ่านดูดีๆสิ
หึหึ เอาเป็นว่ากลับมาสู่ mode เดิมของพวกเรากันดีกว่า วันนี้จะขอเสนอวิธีการจีบสาวที่ request มาโดยหนึ่งใน Client ของผู้เขียนนะฮะ แหม ขอเม้าท์นิด ช่วงนี้ลูกค้าหน้าใหม่เยอะเหลือเกิน 555..ล่าสุดนี่มีการแนะนำกันแบบ "ปากต่อปาก" ด้วยนะเนี่ย ล่าสุด..
โอ้ว ไม่ต้องเป็นมันแล้วทนายคงทนายความ.. ถ้าดังอีกนิดนี่เปิด Reality Show เลยดีมั้ยเทรนกันแบบ Academy Fantasia ไปเลย!
เอาละ เรื่องที่จะคุยวันนี้ เป็นเรื่องของการจีบสาวระยะไกล ทำไมต้องจีบระยะไกล? คนใกล้ๆ ไม่จีบ.. เอ๋า ก็คนเรามันเลือกไม่ได้นี่หว่า ว่าจะให้คนที่เราชอบอยู่ไหน ยิ่งช่วงนี้ของชีวิตแล้วเนี่ย พวกคุณๆที่เรียนจบกันแล้วก็น่าจะรู้ว่า ต่างคนก็เริ่มต่างแยกย้ายกันไปทำงานหรือเรียนต่อที่โน่น ที่นี่ ญี่ปุ่นบ้าง อเมริกาบ้าง อังกฤษบ้าง...โคราชบ้าง... เอ๊..บางคนก็เลยต้องห่างไกลจากคนที่ตัวเองรัก อันเป็นเรื่องน่าสงสาร แต่หารู้ไม่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอะไรขนาดนั้น อย่างแรกเราจะขอแบ่งประเด็นการจีบสาวระยะไกลเป็น 2 อย่าง ได้แก่
1. การ maintain ความรักที่งอกเงยอยู่แล้ว - อันนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นมากมายนักหรอกครับ เมื่อเทียบกับแบบที่สองที่เรากำลังจะพูดถึง ดูอย่างบางคู่สิสวีทกันได้สวีทกันดีโว้ย มดขึ้นเพนกวินไปหมดแล้ว หมั่นไส้จิงๆๆๆๆๆ อิจฉา อิจฉา... (เอ่อ อารมณ์ผู้เขียนไม่ปกติ เอาเป็นว่าสำหรับคู่ที่มีปัญหาสามารถนำหลักการจีบของกลุ่มที่ 2 ไปประยุกต์ใช้ได้นะคะ)
2. การเริ่มต้นจีบสาวที่ไม่ได้ชอบเราอยู่ก่อนเลย - อันนี้แหละที่หนักหนาสาหัสล่ะ ขนาดเจอกันทุกวัน จีบธรรมดาก็ยากอยู่แล้ว นี่ยังจะข้ามทวีปอีก แต่จะสาหัสมาก สาหัสน้อยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น
2.1 เราอยู่ไทย เธออยู่นอก - อันนี้ง่ายสุด เพราะอย่างแรกคือ.. คนที่อยู่เมืองนอกจะรู้ดีกว่าการอยู่ต่างบ้านต่างเมือง จากเพื่อนฝูงเนี่ย เรียนก็หนัก เหงาก็เหงา จำนวนเพื่อนก็น้อยลง จากเดิมที่คณะมีเป็นร้อย มาอยู่มหาลัยมีเพื่อนคนไทยแค่ 2-3 คน โอกาสที่จะใกล้ชิดกับคนที่คุยกันเพียงวันละไม่กี่นาทีทาง msn ก็มากกว่าเมื่อเทียบกับคนที่อยู่เมืองไทย แล้วเจอเพื่อนคนอื่นมากมายวันละเป็น 10 ชั่วโมง (มันเป็นสัมพันธภาพกันน่ะจ้ะ หุหุ) โดยเฉพาะสำหรับสาวๆ หนุ่มๆที่จะมาคอยจีบหรือเอาใจแบบตอนอยู่เมืองไทยก็มีน้อย เพราะคนไทยมีอยู่น้อย ที่คุณภาพดีก็ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ ครั้นจะคบชาวต่างชาติวัฒนธรรมหลายๆอย่างมันก็ขัดกัน ภาษาก็ติดขัด ความคิดความอ่านก็แตกต่าง ความใส่ใจที่มีให้มันก็น้อยกว่าหนุ่มไทย ให้ตายสิ ทรัพยากรเลยขาดแคลน โอกาสที่คุณจะจีบเธอสำเร็จน่ะมากกว่าอีก 2 แบบที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นที่พึ่งให้เธอได้ยามเหงาม ยามท้อแท้ เป็นเพื่อนคุย เพื่อนระบาย ก็ไม่แน่ว่าเธอจะมาตกหลุมรัก
2.2 เราอยู่นอก เธออยู่ไทย - โคตรยาก แทบ impossible หะหะ..ก็คุณอยู่โน่นเหงาหงอย แต่เธอกลับฮาเฮมากมาย อาจจะเรียนอยู่หรือทำงาน แต่เพื่อนก็มากมาย คนมาจีบก็เยอะแยะ ต้องพยายามที่สุดถึงที่สุด เว้นกรณีที่เธอชอบๆคุณอยู่แล้วก่อนจะไป หรือ กรณีที่เธอ'แปลก' เช่นอยู่ด้วยกันดีๆไม่ชอบ แต่จากไปแล้วกลับใจคิดถึง หะ หะ...เธอในที่นี้จะต้องเป็นสาวเข้มแข็งด้วย คือไม่ใช่สาวหวาน sensitive ต้องการการเอาใจ 24 ชั่วโมง ต้องการความชิดใกล้และแพ้ความใกล้ชิดของหนุ่มอื่นที่พร้อมจะย่องมาเขมือบเธอไปจากคุณ จะต้องเป็นสาวที่ทนความห่างไกลได้ และความคาดหวังกับความสัมพันธ์ 'ต่ำ' กว่าสาวทั่วไป
2.3 อยู่เมืองนอกทั้งคู่ แต่อยู่คนละประเทศ - อันนี้ก็พอโอเค แต่อาจจะไม่ง่ายอย่างแบบแรก เพราะความขี้เหงาอาจเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นชายขี้อ้อน ขี้ตื๊อ ขี้งอน จนผิดกฎเหล็ก 3 ประการของ "วิธีการจีบสาวขั้นพื้นฐาน" (หาอ่านได้ในบล็อคหมวด Lovers' Corner) อีกอย่างการอยู่เมืองนอกทำให้คุณไม่มีเรื่อง update ของเมืองไทยมาเล่าให้เธอฟังขณะคุย ทำให้หาเรื่องคุยยาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ข้อดีก็คือคุณจะได้แชร์ประสบการณ์การเรียนหรือการใช้ชีวิตกับเธอ และเกิดการเห็นอกเห็นใจกันขึ้นมาจนกลายเป็นความรักได้นะฮ้า เอ๋า..
*2.4 (แถมให้) อยู่เมืองนอกทั้งคู่ ประเทศเดียวกัน แต่ต่างเมือง - โหย ยิ่งสบายค่ะ ขอบอก...แม้ว่าจะอยู่คนละเมือง แต่เคมบริดจ์กับอ็อกซ์ฟอร์ด มันใกล้ชิดกว่าสงขลากับกทม.มากมายนะจะบอกให้ ไม่ใช่เรื่องของระยะทาง แต่เป็นเรื่องของการแชร์ประสบการณ์ที่เหมือนๆกัน จำนวนเพื่อนที่อยู่ในเมืองเดียวกันก็ไม่เยอะ ก็ยิ่งทำให้เค้าสนิทกับเราได้ง่ายขึ้น และการเดินทางที่เป็นไปได้ง่ายกว่า เช่นนั่งรถไฟแป๊บเดียวก็ถือ รวมทั้งการอยู่เมืองนอกทำให้อิสรภาพจากคนในครอบครัวที่มีมากกว่า จะไปไหนมาไหนโทรหาใครตอนตีเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้การติดต่อหรือไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น เรียกว่าบรรยากาศเป็นใจก็ไม่ผิด ไม่เชื่อลองดูดิ
เอาล่ะ เป็นว่าเราจะพูดถึงกรณี 2.1-2.3 ละกัน วิธีจีบมันก็มีไม่มากหรอก เราจะแบ่งเป็น 5 ทาง และเป็น 5 ทางที่สำคัญ การจะจีบสำเร็จได้ต้องอาศัยทั้ง 5 ทางนี้ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ (เนื่องจากคุณไม่ได้เจอหน้ากันเลย) มิฉะนั้น....ยาก
1. เริ่มต้น: MSN - บอกแล้วว่าใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ อันนี้ผู้เขียนย้ำเสมอว่ามันมีประโยชน์มากๆ เช่นเวลาเจอหน้ากับสาวน่ารักๆ ครั้งแรกเนี่ย สิ่งที่ขอควรเป็น MSN ไม่ใช่เบอร์โทรศัพท์ เพราะนอกจากจะน่าเกลียดน้อยกว่าแล้ว เวลาคุยก็น่าเกลียดน้อยกว่าด้วย สำหรับคนที่อยู่ข้ามทวีปก็จะรู้ดีว่า อย่างแรก MSN เป็นสิ่งที่คนอยู่ต่างประเทศนิยมใช้ เนื่องจากติดต่อกับเพื่อนๆได้สะดวก และเกือบทั้งหมดจะเป็นเน็ตแบบ Broadband ซึ่งมักจะออนไลน์ทิ้งไว้ตลอดเวลา ที่สำคัญยิ่งคนที่เราชอบอยู่ต่างประเทศแล้วด้วย การโทรข้ามทวีปไปจีบเธอบ่อยๆ นี่มันก็ออกจะ obvious เกินไป ขัดกับกฏใน "วิธีการจีบสาวขั้นสอง" และที่สำคัญ MSN สามารถคุยติดต่อกันได้หลายชั่วโมง เช่น 5 ชั่วโมงได้โดยไม่เป็นการบังคับขู่เข็ญคู่สนทนามากเกินไป (เธอจะไม่ปวดแก้วหูนั่นเอง) แล้วคุณเองก็อย่าไปบังคับเธอด้วยล่ะ เช่นเมื่อเธอ away หรือ busy แล้วไม่ตอบเนี่ย บางคนก็เข้าไปแบบ
ชาย: "เป็นอะไรอีกล่ะ ผมทำอะไรให้ไม่พอใจอีกล่ะ ตอบผมหน่อยสิ"
หญิง: "ทำงานอยู่ค่ะ"
ชาย: "งานอะไร ทำไม busy ทั้งวันเลย!!"
หญิง: (เลิกตอบและ block คุณไปเลย)
แบบนี้ไม่เวิร์คแน่นอน
ทิปที่สำคัญในการแชต MSN:
- อย่าทักทันทีที่เห็นเธอ online จงหัดเล่นตัว
- อย่ากระหน่ำยิงข้อความหากเธอไม่ตอบทันที
- อย่าส่ง Nudge เพราะเป็นสิ่งที่น่ารำคาญแก่ผู้ได้รับมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เธอกำลัง busy และไม่มีอารมณ์คุยกับคุณ
- หากเธอว่าง ไม่ได้ขึ้น away หรือ busy ให้ลากเธอเข้าห้องแชตใหญ่บ้างเป็นบางครั้งเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศหากการคุย 2 คนเริ่มขาดแคลนหัวข้อสนทนา (เน้นว่า นานๆครั้ง ห้ามทำบ่อย เพราะน่าเบื่อ) ในห้องนั้นควรประกอบด้วยเพื่อนสนิทของเธอ และควรมีคนไม่เกิน 4-5 คน และกำลังคุยหัวข้อที่น่าสนใจอยู่
- ส่งรูปถ่ายไปให้เธอดูบ้าง แต่อย่าส่งมากเกินไป หรือส่งไฟล์ที่ใหญ่เกินไป บางทีโชคดีเธออาจจะส่งรูปของเธอกลับมาให้บ้าง
- ไปๆมาๆก็อาจจะ skype กันบ้างก็ได้ ทำให้เนียนๆละกัน อย่าจงใจมากเกินไป
แต่ปัญหาก็คือ สาวบางรายเมิน MSN น่ะสิ โหย เจองี้ก็แย่หน่อยอ่ะ ถ้า online บ้าง คุณก็ต้องใช้ลูกไม้ "คุยติดพัน" ให้เธอ online เยอะขึ้นๆเรื่อยๆ จนกลายเป็นสาวไซเบอร์ไป แต่ถ้าเธอไม่ online เลยเนี่ย....ผู้เขียนก็จนปัญญา อาจจะต้องใช้มุขประมาณว่า ให้เพื่อนสนิทของเธอบอกเธอว่า อยากคุยกับเธอออนไลน์ หรืออะไรแบบนั้น แต่คนที่ไม่เล่นมันก็ไม่เล่นจริงๆด้วย -_- แต่จริงๆแล้วของแบบนี้ติดไม่ยากหรอกค่ะ โดยเฉพาะสาวๆมักจะชอบการเม้าท์อยู่แล้ว
2. เริ่มสนิท: อีเมล์ - โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณอยู่ต่างประเทศ แรกเริ่มคุณอาจจะส่งเป็นอีเมล์กลุ่ม ส่งไปให้หลายๆคน แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เช่น 6-7 คน ที่เป็นเพื่อนสนิท (เพราะถ้าจำนวนผู้รับมากเกิน มันจะกลายเป็นเมล์ขยะไป) บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคุณที่น่าตื่นต้น ว่าไปไหนมาบ้าง พยายามเล่าเรื่องให้เป็นกันเอง แนบรูปถ่ายที่ดูดีๆ ของคุณไปเล็กน้อย เธอก็จะรู้สึกสนิทสนมกับเธอมากขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณ consider เธอเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดคุณคนหนึ่ง หลังจากนั้นคุณอาจจะส่งอะไรไปอย่างอื่นก็แล้วแต่ แต่เน้นว่าถ้าเธอยังไม่ได้ชอบคุณเลย ส่งไปเป็นกลุ่มจะปลอดภัยกว่า
3. สนิทมากขึ้น: โทรศัพท์ - หากคุณเป็นฝ่ายอยู่ต่างประเทศ การโทรไปหาเธอไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ obvious มากนัก แต่หากคุณอยู่เมืองไทย รับรองว่าเธอดูออกแน่นอน แต่ข้อดีก็คือ หากเธอเริ่มรู้สึกอะไรดีๆกับคุณขึ้นมาแล้ว เธอจะเป็นคนเสนอที่จะโทรกลับหาคุณเอง เนื่องจากค่าโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศมาเมืองไทย ถูกกว่าโทรจากไทยไปต่างประเทศมาก ดังนั้นดีไม่ดี....จู่ๆนานๆไปเธออาจจะเป็นฝ่ายกดโทรศัพท์มาหาคุณเองโดยที่คุณไม่ต้องเป็นคนโทรไปก่อนเลยด้วยซ้ำ (เวลาเธอเกิดเบื่อๆและอยากคุยกับใครสักคน) แต่การโทรศัพท์ก็มีข้อควรระวังอยู่มากๆ เช่น
- อย่าโทรไปทุกวัน เวลาเดียวกันตลอด: ในกรณีที่ไม่ได้เป็นแฟนกัน นี่คือสิ่งต้องห้าม ไม่ว่าคุณจะจีบระยะใกล้หรือไกล ให้เปลี่ยนเวลาไปเรื่อยๆ โทรแบบ random โทรเมื่อมีเรื่องคุย อย่าโทรไปเป็นกิจวัตรเพราะมัน "น่าเบื่อ" นะจะบอกให้
- อย่าโทรนาน และจงวางสายเมื่อการคุยอยู่ที่จะดับ Peak (กำลังสนุก) ไม่ใช่ตัดเมื่ออยู่ในช่วงดำดิ่งเหว เพราะตอนจบที่สนุก จะทำให้คนอยากดูภาคสอง มากกว่าตอนจบที่น่าเบื่อและไร้สีสัน
- ต้องดูด้วยว่าช่วงนี้เธอยุ่ง หรือเธอว่าง หากโทรไปตอนที่เธอยุ่งๆล่ะก็ ดีไม่ดีอาจจะโดนลูกหลงอารมณ์'โหเอาง่ายๆ (ลองสอบถามจากเพื่อนสนิท)
- อย่าทำตัวน่าเบื่อ คุยแต่เรื่องซ้ำซาก ให้ไปสืบมาให้ได้ว่าความสนใจของเธอคืออะไร เรื่องอะไรที่ทำให้เธอสามารถเม้าท์ได้อย่างไม่ขาดปากกับเพื่อนสนิทของเธอ แล้วเอาเรื่องนั้นแหละมาเป็นประเด็นคุยกับเธอให้ได้ พยายามทำให้การคุยกับคุณเป็นสิ่งที่สนุกดีในสายตาของเธอ
- อย่างอน หากเธอต้องรีบวางสาย หรือยุ่งไม่คุย หรือไม่รับสาย หรือกดโทรศัพท์ทิ้ง เมื่อโทรไปครั้งต่อไป (โดยเว้นระยะอย่างน้อย 2-3 วัน) อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเธอเป็นสาวเจ้าอารมณ์
4. เมื่อเธอเริ่มชอบ - โปสการ์ด จดหมาย เป็นสิ่งโรแมนติกที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ขลังกว่าอีเมล์ร้อยเท่า ดูแล้วโรแมนติก และแสดงถึงความใส่ใจที่คุณมีให้กับเธอ โปสการ์ดบางทีคุณอาจจะต้องทำเองบ้าง เพื่อให้ดูน่ารักและอารมณ์ศิลปินเท่จะตาย!! การทำโปสการ์ด...อาจวาดรูปเอง (หากมีฝีมือ) หรือตัดต่อภาพใน photoshop แล้วปริ้นท์ออกมาเคลือบสติ๊กเกอร์ หรือบางทีอาจจะเป็นภาพถ่ายที่ปะกระดาษขาวด้านหลังไว้เขียนข้อความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไปเที่ยวต่างเมือง อันนี้ต้องใช้สไตล์นิดหน่อย อย่าเลือกโปสการ์ดหน้าตาเชยแหลกละกัน เพราะจะเสียเครดิตเอาง่ายๆ (อันนี้ความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ)
5. เมื่อเธอเริ่มชอบคุณ แต่สงสัยใจความจริงจังและความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์: บินไปหาเธอ* (ไปเที่ยวกับเพื่อน)
คำเตือน*: make sure เธอเริ่มชอบคุณจริงๆนะเฟ้ย และต้องรอให้สนิทกันจริงๆ ไม่ใช่ว่ารู้จักกันแค่ 2-3 เดือนก็จะไปหาแล้ว การไปหาครั้งนี้คือการไปดูใจเธอ ว่าหากใกล้ชิดกันแล้ว เราจะเข้ากันได้มั้ย เธอจะได้เห็นว่าจริงๆแล้วผมเป็นคนอย่างไร ผมสามารถดูแลเธอได้หากอยู่ด้วยกัน เป็นโอกาสที่จะได้แสดงตัวตนของคุณออกมา ดังนั้นโปรดระวังเป็นอย่างดี ถ้าหากมันดีมันก็จะดีไปเลย หากมันแย่ก็จะแย่ไปเลยนั่นแหละ... ดังนั้นโปรดเตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่ต้น ว่าถ้าหากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นมา สิ่งที่สร้างมาทั้งหมดก็อาจพังทลายลงได้ง่ายๆ เพราะการไปเที่ยวไม่ใช่การเจอะหน้ากัน แต่เป็นการอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงในที่ต่างแดนตลอดระยะเวลาการเที่ยว ธาตุแท้จะถูกเผยออกมาหมด รวมทั้งความรู้สึก "ชอบเธอ" ที่คุณมีด้วย ดังนั้นจงมั่นใจว่าพร้อมจริงๆ และจริงจังกับเธอมาก
วิธีการ: วางแผนไปเที่ยวประเทศที่เธออยู่ กับเพื่อนอีก 2 คน *ห้ามไปคนเดียวเด็ดขาด* ถ้าให้ดีควรเป็นหญิงและชาย ที่สนิทกับคุณพอควร (หากสองคนนี้ชอบกันอยู่แล้วก็จะดีมากๆ) มีหน้าตาและนิสัยเป็นมิตร และรู้ว่าคุณชอบเธอเพื่อจะได้เตี๊ยมกันได้สะดวก จากนั้นให้ถามเธอว่า ถ้าจะไปเที่ยวช่วงเนี้ย...เป็นไกด์พาเที่ยวหน่อยได้ม้า? หากเธอไม่รังเกียจคุณจนเกินไป และไม่ยุ่งมาก เธอจะตอบตกลง...หากเธอตกลงก็โลดเลย เพราะจะกลายเป็นทริป 4 คน ทีนี้ก็จัดการเตี๊ยมกับอีก 2 คนที่เหลือให้มันรู้จักวิธีหลบหลีก เพื่อเปิดช่องทางให้คุณได้สวีทกับเธอเมื่อเที่ยว จากนั้นก็ให้วางแผนเที่ยวเมืองที่เธออยู่และต่างเมืองซึ่งเธอไม่เคยไป (เพื่อเธอจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ) ระยะการเที่ยวประมาณ 1 สัปดาห์กำลังพอเหมาะพอดี หากเที่ยวฤดูหนาวจะดีมาก เนื่องจากบรรยากาศเป็นใจ ^^'' แต่จงอย่าใกล้ชิดเธอมากเกินไปเด็ดขาด ควรให้อิสระกับเธอบ้าง และทำให้เธอรู้สึกสนุกกับทริป โดยห้ามมิให้เพื่อนอีก 2 คนเป็นใบ้กับเธอ ต้องทำให้เธอรู้สึกสนุกสนานให้ได้ ทางที่ดีหากเธอเป็นคนคิดแผนเที่ยวจะเวิร์คมาก เพราะ "ความรู้สึกร่วม" จะมากกว่าการเป็นลูกทัวร์ธรรมดา..
เอาล่ะฮ่ะ...ยากหน่อยนะ เพราะความ "กลัวความห่างไกล" ยังไงล่ะ บางทีเธออาจจะชอบคุณ แต่เธอกลัวว่าการห่างไกลจะทำให้ความสัมพันธ์ไม่เวิร์ค ดังนั้นการจีบระยะไกลจึงเรียกว่าเป็นการจีบที่ยากที่สุดก็ว่าแต่ และต้องอาศัย "ความจริงจัง" ที่สูส่งมาก หลายๆคนอาจจะต้องตั้งแต่ยังไม่ไปถึงไหน แต่หลายๆคนก็ทำได้สำเร็จ ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่างประกอบด้วย แต่จริงๆแล้ว...การจะ maintain ความสัมพันธ์ที่ก่อขึ้นนั้น มันก็ยากเหมือนกันอ่ะแหละ แต่เอาไว้จีบติดก่อน..ค่อยว่ากัน :D Souls Apart....ตอนที่ 2 (จบ)ปวดหัว...
ผมเดินไปเดินมาตามหาดทรายขาวของเกาะ Isle of Wight แต่เพียงลำพัง...จินตนาการภาพของฟ้ากำลังเล่นน้ำทะเลอยู่อย่างมีความสุขที่ชายหาดของอีกฝั่งฟากทะเลนั่น จริงๆแล้วผมควรจะมีความสุขไปกับเธอเสียมากกว่าใช่มั้ย... หากแม้นขอบฟ้ากับเส้นเขตน้ำทะเลสุดปลายสายตานั้นแทบจะกลืนกินกันเป็นสีเดียวกันสนิท แล้วอะไรคือเส้นแบ่ง ว่า “รักมากเกินไป หรือรักน้อยเกินไป”...?
ความคิดถึงที่เกินจากการอยู่เพียงลำพังนี่คือความทรมานที่จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ...ความทุกข์ทรมานที่อยู่เคียงคู่กับความรักของผมไปจนวันที่มันดับสูญรึเปล่า...? ผมไม่ใช่คนที่ไร้คู่...แต่ผมกลับโดดเดี่ยวกว่าผู้คนเหล่านั้นเสียอีก! เพราะอนาคตของผมและเธอ...มันคงจะเป็นเหมือนเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา...ที่ตัดกันไปเรื่อยๆ...แต่ก็ไม่มีวันได้เคียงคู่ขนาน และไม่รู้ว่าปลายทางจะไปจบลงที่ใด...
คำตอบจริงๆแล้วอาจจะเป็นคำว่า “ใช่”... เพราะตราบใดที่มีรัก..เราก็อาจไม่มีทางหลีกเลี่ยงทุกข์ได้ แล้วเราจะมีรักไปทำไม?
บทสรุปของความรักจริงๆแล้ว...อาจจะซับซ้อนน้อยกว่าที่คิดไว้ก็ได้นะ คนที่รักแล้วมีสุขน่ะ ความจริงเค้าไม่ได้สุข 100% หรอก เพียงแต่ความสุขของเขามันกลบความทุกข์ลงไปได้เกือบมือมิดต่างหาก “ต้องการเธอรึเปล่าล่ะ??” ผมเริ่มถามตัวเองว่า “ถ้าจะต้องสูญเสียคนๆนึงไปตลอดกาล...เพียงเพราะไม่สามารถที่จะอยู่โดยปราศจากเธอเพียงชั่วเศษเสี้ยวแห่งชีวิตได้....ผมจะเอาไหมล่ะ?”
ไม่...ผมคงไม่ยอมแน่ ผมตอบได้โดยไม่ลังเล เพราะแม้ในความทรมานเมื่อยามพรากจะมากสักเท่าไหร่...แต่เมื่อยามที่ได้เจอเธอ...เรามีความสุขมากไหม? ถ้าหากคำตอบที่ได้...มันเทียบกันไม่ติด... สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ก็คือการยอมทุกข์...เพื่อสุขไงล่ะ
หากปราศจากความรัก...โดยการที่ทำใจให้ “รักเธอให้น้อยลง” หรืออะไรก็ตาม... ใช่..มันอาจจะทำให้คุณทุกข์น้อยลงตามไปด้วย ..แต่เมื่อเจอกับเธอ...คุณก็จะไม่มีทาง “สุข” ได้เท่าเดิมอีกต่อไปแล้ว
ที่ผมเจ็บปวด..ก็อาจเป็นเพราะการมองออกไปยังอนาคตข้างหน้า “อนาคต” จะเป็นอย่างไร....หากถาม ณ เวลา “ปัจจุบัน” ก็ไม่มีใครที่จะตอบได้หรอก ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่สิ่งที่จะคาดเดาได้ง่ายเลยแม้แต่น้อย ..กระทั่งคนที่แต่งงานอยู่กินกันไปแล้วก็ตาม...ก็ยังไม่มีสิทธิ์รับรู้ถึงความ “มั่นคงอย่างฐาวร”...ได้หรอก...
เพราะการเกิดและดับของความรัก...ไม่ใช่สวิตช์ไฟที่ท่าเรือนั่น ที่สว่างและมืดได้ด้วยการกดเปิดปิด... แต่หากเป็นเหมือนกับลูกคลื่นในท้องทะเล...ที่เลื่อนขึ้นและลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป...โดยเริ่มต้นก่อตัวจากแรงลมพัดและซัดสาดเข้าถึงฝั่ง...แต่ก็อาจจะมีสักวันหนึ่งจะต้องอ่อนล้าและดับสูญลงเนื่องจากการสูญเสียพลังงานไปในที่สุด... และความรักก็อาจจะถูกบั่นทอนลง แต่เมื่อมีลมพัดเข้ามาอีกระลอกเมื่อไหร่...คลื่นจากลูกเล็กๆ ก็สามารถก่อตัวขึ้นสูงกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่แข็งแกร่งขึ้นได้ทุกเมื่อ...
เราสามารถคาดคะเนได้...แต่ก็ไม่มีทางหยั่งรู้อนาคตที่แน่นอน....
ไม่ว่าขอบฟ้ามันจะกลืนกินกับเส้นขอบน้ำทะเลสักเพียงใด...เส้นขั้นกลางระหว่างปริมาณความรักที่มากเกินหรือน้อยเกินไปจะอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สำคัญ...เท่ากับการที่เวลามองไปสุดทางนั่น ทำให้เราสบายตา ..แม้กระทั่งในวันครึ้มฟ้าครึ้มอย่างนี้ก็ตาม
หากผมเลือกที่จะทรมาน...นั่นก็เป็นทางที่ผมได้เลือกเอง....และความพยายามที่จะทำให้ได้มากที่สุด ส่วนจะสำเร็จหรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับตัวผมและสิ่งเตือนใจที่ว่า...ผมจะต้องการที่จะมีความสุขที่สุดรึเปล่า? เท่านั้นล่ะ...
เพราะผมต้องการเห็นเพียงฉากหลังสี “ฟ้า” นั่น... ผมหรี่ตาขึ้น...โดยไม่สนใจว่าเม็ดทรายบางๆเบาๆนั้นจะทำให้ระคายเคืองหรือไม่ ...เพียงเพื่อจะได้เห็นมันได้อย่างเต็มตา...
ตืด..ตื๊ด..ตื้อ..ตืด...
“ฮัลโหล.. อ๋อ อยู่ Isle of Wight น่ะ... ก็..อืมมม...มาเดินเล่นนิดหน่อยน่ะ เอ้ย คือมาทำรายงานด้วยแหละ ต้องสำรวจเรื่องคลื่นอะไรนิดหน่อยน่ะ coursework อืม ใช่....เออ นี่ ฟ้าจ้ะ...เราถ่ายรูปเกาะไว้เยอะเลย แล้วกลับมาจะเอามาให้ดูนะ สวยมากเลยทะเล แดดออกเปรี้ยงๆด้วย ท้องฟ้าใสเชียว อ่า..จ้า...โอเค...ไปทำงานต่อเถอะนะ บายครับ...”
ตืด....
เฮ้อ...แล้วจะเอาฟ้าใสๆที่ไหนไปให้เธอดูนะ ออกจะหม่นมัวซะขนาดนี้? เอ้า! วันหลังแวะมาอีกรอบก็ได้... กว่าฟ้าจะกลับมา ระยะเวลาที่ยาวนานแห่งความทรมาน...มีเวลาออกถมเถ!
9 เดือนถัดมา...
“โอ๊ย...อะไรเนี่ย!” ท่อนซุงอะไรสักอย่างหล่นตุบลงมาบนหัวผมจากทางด้านหลังเป็นการทักทาย “เฮ้! กลับมาแล้ว” แล้วผมก็ได้หายเจ็บในทันควัน...เมื่อนางฟ้าของผมนั้นกำลังเดินยิ้มแฉ่งออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า ที่อาคาร 4 สนามบินฮีทโทรว์ “มาถึงก็ทำให้คนอื่นเค้าบาดเจ็บเลยเหรอ...อะไรนั่นน่ะ” ผมมองไปที่ท่อนซุงนั่น เมื่อเธอไม่ตอบ...ผมจึงจัดการแกะมันออกเดี๋ยวนั้น “โอ้โห...มิน่าล่ะ ถึงไม่มีเวลาว่างโทรหากันเลย!~”
...อยากรู้ไหมครับว่ามันคืออะไร....ภาพเพ้นท์ของชายหาดบอกเล่าเรื่องราวประจำวันของเธอทุกวัน....ติดกันจนยาวยิ่งกว่ารามเกียรติ์บนผนังวัดพระแก้วอีกมั้งเนี่ย!! ตายล่ะ...ผมยังไม่ได้ไป Isle of Wight รอบสองเลย...ทำไงดี!? จริงๆแล้วเก้าเดือนนี่ก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันเนอะ... 8 septembre คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับผู้หญิง...ที่ผู้ชายชอบถาม!จริงหรือไม่ที่ผู้หญิงชอบผู้ชายเลว?
ผู้ชายที่ตั้งคำถามนี้มักจะอกหักจากสาวคนดังกล่าวมา ถึงได้ตั้งคำถามใช่มั้ยล่ะ เพราะคุณเห็นเธอคนนั้นไม่สนคุณซึ่ง (ในความคิดของคุณ) หน้าตาก็โอเค นิสัยก็ดี เอาใจเธอทุกอย่าง ในขณะที่ตาหนุ่มนั่นทั้งเจ้าชู้ ไม่สนใจใยดีเธอ ฯลฯ สำหรับหนุ่มที่ถามคำถามนี้ กรุณาตอบคำถามหน่อยนะคะว่า "แล้วคุณล่ะ ดีกว่าเขาเหรอ"?
คำว่า "ดี" ของคุณเอาอะไรมาวัดล่ะ และคุณพร้อมด้วยหมู่เพื่อนก๊วนคุณก็ทึกทักเอาเองล้วนๆรึเปล่า คำว่า "ดี" ไม่ได้แปลว่า นิสัยดี เพียงอย่างเดียวในสายตาของผู้หญิง ยังรวมถึงการเทคแคร์ การเข้าใจในความเป็นเธอ เสน่ห์ และอื่นๆ อีกมากที่คุณอาจจะมองไม่เห็นก็เป็นได้ ดังนั้น "คนเลวๆในสายตาของคุณ" จริงๆแล้วอาจจะเป็น "คนที่ดีในสายตาของเธอ (และผู้หญิงอีกหลายคน)" ก็ได้นะ ผู้ชายที่เรียนไม่เก่ง สูบบุหรี่ อาจจะมีความจิตใจดีและเป็นสุภาพบุรุษกับเธอ (ซึ่งต่างจากคุณ) ก็เป็นได้ เอ่อ...ผู้หญิงก็ไม่ได้โง่นะคุณ จะรักใครชอบใครไม่ได้ลืมสมองทิ้งไว้ที่บ้านนะ
จริงหรือไม่ที่ผู้หญิงทิ้งเพราะ "ดีเกินไป"?
คำว่า "ดีเกินไป" จริงๆแล้วก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง เพราะจริงๆแล้วไม่มีใครหรอก ที่ไม่ชอบคนที่ถูกใจตัวเองน่ะ ดังนั้นถ้าประโยคนี้จะมีจริงๆล่ะก็ คำว่า "ดี" ในประโยคนี้น่าจะแปลว่า "kind (จิตใจดีงาม)" มากกว่า "good (เยี่ยม, ถูกใจ)" นี่ก็เป็นเพราะ คนที่ "ดี(kind)" เกินไปมักจะไม่ "ดี(good)" พอในสายตาของหญิงสาว!
ผู้ชายหลายๆคนเอง เมื่อคบกับสาวคนหนึ่งไปได้แล้วสัก 3-4 เดือน ยังอาจรู้สึกว่า -- ทำไมเธอช่างดีเสียปานนี้ พูดอะไรก็เออออ บอกอะไรก็ฟัง เงียบเชียบเรียบร้อยเสียปานนี้ แสดงความคิดเห็นหน่อยได้มั้ย..!! หัดด่าชั้นบ้างสิเธอ -- อะไรประมาณนี้ นี่ขนาดผู้ชาย เพศที่เป็นผู้นำ ยังเรียกร้องขอความห่าม(แบบน่ารักๆ)ของผู้หญิงเลย และประสาอะไรกับผู้หญิงที่ต้องการสิ่งนี้จากผู้ชาย? คนที่ดี..เรียบร้อย..เกินไปมักจะไม่มีอะไรให้พวกเธอตื่นเต้น พูดภาษาชาวบ้านก็เรียก "น่าเบื่อ" นั่นเอง อย่างนี้เค้าเรียกว่า Too kind, but not too good หรอก...ซึ่งแปลว่า พวกคุณ (ที่โดนทิ้งเพราะเหตุผลนี้) ยัง "ดีไม่พอ (ในเรื่องของความบ้า ห่าม ซาดิสม์)" นั่นเอง
จริงหรือไม่ที่ผู้หญิงชอบผู้ชายรวย?
"อย่าให้กูมีสตางค์ก็แล้วไป สาวติดตรึมแน่นอน" เป็นความเชื่อที่ผิดครับ
เพราะแม้จะมาสาวเข้ามามากขึ้น แต่ยังไงๆ ก็ไม่ "ติดตรึม" แน่นอน เพราะการที่สาวจะ "ติดตรึม" ก็ต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆ ที่ดีด้วย (เช่นหล่อ เก่ง แถมฉลาดด้วย) และถ้าองค์ประกอบของคุณดีพร้อมขนาดนั้น ป่านนี้ก็น่าจะมีสาวมาตอมบ้างแหละน่า...ไม่ใช่ว่าปัจจุบัน "ไม่มีเลย" หรือมี "น้อยมากๆ"!
เมื่อมีคำถามนี้มา ผู้หญิงมักจะเถียงหัวชนขวาว่าไม่จริง ในขณะที่ผู้ชายมักจะยืนยันว่าร้อยทั้งร้อยก็ห่วงเงิน อันนี้ผู้เขียนขอตอบแบบเป็นกลางว่า จริงอยู่ที่องค์ประกอบในการพิจารณา "ว่าที่คู่ครอง" ของผู้หญิงหลายคนอาจรวมไปถึง ทุนทรัพย์ แต่คุณรู้ไหมว่ามันมีเหตุผลของมันอยู่ ใช่ ผู้หญิงบางคนอาจจะตัดสินผู้ชายจากกองมรดก อันนี้คือเธอหวังตกถังข้าวสารก็ช่างเธอไปเถอะ เค้าก็มีสิทธิจะคิดอย่างงั้นเพราะผู้ชายบางคนเองก็ยังกะจะเกาะสาวไฮโซเลยก็มี (แต่คุณภาพของ "เธอเหล่านั้น" เป็นไงก็..น่าจะรู้ๆ) ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่แล้วถ้าจำเป็นจะต้องเอาเรื่องเงินมาคิดจริงๆ เค้าก็จะพิจารณา "ความสามารถในการ make money" มากกว่า (คำถาม: อ๊ะ มันก็เรื่องเงินนี่หว่า) ใช่..แต่ไม่ใช่เพราะ "ตัวเงิน" เสมอไป แต่มันคือ "ความสามารถ" ซะมากกว่า เพราะคนที่เก่ง ขยันทำงาน ฉลาดหลักแหลม มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าที่จะแหวกกฎเกณฑ์ ก็มักจะมีแนวโน้มจะ make money ได้ดี แล้วก็น่าจะเหมาะเป็นคู่ครองในอนาคตมากกว่าผู้ชายที่เหลวเป๋ว...ทำงานก็ไม่ก้าวหน้า ขี้เกียจทำงาน หางานนอกทำก็ไม่ได้ จนเงินเดือนก็ไม่กระเตื้อง ใช่มั้ย -- ถ้าไม่ได้ทำอะไรด้วยอุดมการณ์ เช่นไปอาสาสมัครทำงานฟรี หรือทำงานที่ตนเองรักแบบยอมไส้แห้งแล้วล่ะก็ (ซึ่งคนประเภทหลังเนี่ย ก็มักจะยอมรับสถานการณ์แบบนั้นอยู่แล้ว และมักจะมองหาผู้หญิงที่บริสุทธิ์ใจรักตนเพราะอะไรอย่างอื่นมากกว่าอยู่แล้ว) ดังนั้นข้อสรุปก็คือ หากคุณไม่ได้รวยแต่กำเนิด ก็จงเลิกบ่นและแสดงศักยภาพของคุณมาเสีย ไม่มีใครที่จะเสียประโยชน์ คุณก็ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งสาว จริงมั้ย? (และอย่าลืมว่า แหล่งที่มาของเงินก็สำคัญนะเฟ้ย ถ้าคุณไปเป็นโจรปล้นใครเค้ามา หญิงเค้าก็ไม่เอาเหมือนกัน!)
จริงหรือไม่ที่ผู้หญิงมองเกย์ออกมากกว่าผู้ชาย?
ไม่จริงอ่ะ ผู้หญิงหลงผิดแอบรักเกย์มีเยอะไป ด้วยความที่เกย์มักจะหน้าตาดี
แต่ด้วยความที่สมัยนี้ปริมาณเกย์เยอะมากกกกก...!! ผู้หญิงหลายคนจึงใช้วิธีสันนิษฐาน (presume) ไว้ก่อนว่า "ผู้ชายทุกคนที่เห็นเป็นเกย์" แล้วใช้วิธีตัดออกเมื่อมีเหตุผลมาหักล้าง (Guilty until proven innocent!) ..ด้วยเหตุนี้เองผู้หญิงจึงชอบถามผู้ชายว่า "คนนั้น...เป็นเกย์ป่าวอ่ะ" อยู่เสมอ นั่นเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะมองว่า - ผู้ชายน่าจะมองเกย์ออกมากกว่าตัวเอง - เผอิญว่าปริมาณเกย์มันเยอะ การเดาสุ่มก็เลยถูกซะเป็นส่วนมาก และทำให้ดูเหมือนผู้หญิงมองเกย์ออกมากกว่าผู้ชายนั่นเอง! (ฮ่า...)
ป.ล. อย่าจริงจังมาก โดยเฉพาะข้อสุดท้าย 5 septembre Souls Apart - ไม่ไร้คู่..แต่อยู่อย่างโดดเดี่ยว (1)*แด่เพื่อนหรือคู่รักที่อยู่ห่างกันจนเกือบครึ่งโลก หรือกำลังจะจากกันไกล..
สายลม..เสียงคลื่น..สาดโถมเข้ามายังหาดทราย... “ปอ นี่ฟ้านะ อยู่ใน tube เหรอจ้ะ วันนี้เล่นน้ำทะเลสนุกมากเลย พอดีมีเวลาว่างครึ่งวันน่ะ อุ๊ย เดี๋ยวต้องไปละ คิดถึงปอนะ บาย...End of the Messege. Messege left at 5:14am, 3 April. To repeat....” ตื๊ด..!! ผมวางมือถือลง ตาก็มองขึ้นไปบนฟ้า... ความรู้สึกทำไมมันช่างอ่อนล้าเหลือเกินนะ....จะเดินต่อไปไหวมั้ยเนี่ย?
ปรัชญาสำหรับคนทั่วไปก็คือ “ไร้คู่...แต่ไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว” สำหรับผมแล้วมันตรงกันข้าม....
ผมหรี่ตาตาลง...ก็หวังได้แค่ว่ามันจะเป็นเพราะแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ที่ถึงแม้ว่าจะร้อนแรง...แต่ก็นำพาซึ่งความอบอุ่นเสมอๆ.. ในความเป็นจริงแล้ว...มันก็มีเพียงเมฆหมอกที่ครึ้มเป็นสีเทา และลมแรงๆที่ซัดเศษทรายและฝุ่นละอองมาเข้าตาเท่านั้น...
ไม่ไร้คู่...แต่อยู่อย่างโดดเดี่ยวรักกับทุกข์...หรือมันจะอยู่คู่กัน? Souls apart
โดย วาวไพลิน ช่อวิเชียร
ครั้งที่สุดท้ายเรามาเที่ยวที่นี่ด้วยกัน... ผมตระเวนถ่ายภาพไปทั่ว และเธอก็กำลังหาโลเกชั่นที่เหมาะสำหรับการสเก็ชภาพ... ท้ายที่สุดแล้วภาพที่ผมประทับใจที่สุดในเซ็ตนั้นก็คือภาพของหญิงสาวที่กำลังนั่งวาดรูปอยู่ริมหาด ส่วนภาพสเก็ชของเธอนั้นก็เป็นรูปของชายหนุ่มที่กำลังตระเวนถ่ายรูปไปทั่วเกาะ... ฟ้าไปฝึกงานอยู่ที่ออสเตรเลียได้ 4 อาทิตย์แล้ว.. นั่นเป็นข้อความแรกที่เธอส่งมาบันทึกอยู่ในเรื่องผม...ข้อความเดียว...สิ่งเดียวที่ผมมีไว้ในยามที่คิดถึงเธอ เพราะหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยทิ้งข้อความเอาไว้อีกเลย.. เธอโทรมาทั้งหมด 3 ครั้ง...แต่ละครั้งกินเวลาแค่ไม่ถึง 5 นาที และจบลงด้วยคำว่า “ต้องรีบไปแล้วล่ะ บาย” เธอไม่มีโทรศัพท์ ผมติดต่อเธอไม่ได้ สิ่งที่ผมทำได้ก็คือการรอคอย...
ผมทำอะไรไม่ค่อยได้...แม้กระทั่งงานการ ชีวิตผมเละเทะมาได้เกือบเดือนแล้ว.. อารมณ์...ช่างมีอิทธิพลกับชีวิตของคนเรามากมายเสียจริงนะ...
เคยได้ยินไหมที่ใครเขาบอกว่า...อิทธิพลของอารมณ์นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันอย่างไร ..เพราะอารมณ์ก่อให้เกิดทั้งสิ่งดีงาม..อย่างเช่นความรัก และในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดสิ่งอันชั่วร้าย..อย่างเช่นความเกลียด และหากเราใช้มันในทางที่ถูก..มันก็จะดีเอง!
แล้วมันผิดเหรอที่ผมรักเธอ?...ทำไมสิ่งนี้ถึงทำให้ผมคิดถึงเธอแทบบ้ากันเล่า? ...ผมจะไม่ได้เจอเธอไปอีก 9 เดือน...และเธอก็แทบจะไม่โทรมาหา.... มันยังไม่ใช่แค่นั้น...เมื่อเธอกลับมาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์...เธอก็จะต้องไปอเมริกาต่ออีก 1 ปีเต็ม... ผมทนไม่ไหว ...ทำไมนะ? ทำไม?
...แต่แม้กระทั่งความรักนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนั้น ก็อาจจะส่งผลได้...ทั้งในทางดีและทางร้าย รักสามารถทำให้คนชื่นใจจนชีวิตเปี่ยมไปด้วยความสุข...ไม่ก็ทำให้ทุกข์ หากรักที่ทำให้เกิดทุกข์นั้น คือความรักที่ “ไม่ถูกทาง”...ว่าแต่รักที่ไม่ถูกทางในที่นี้คืออะไรล่ะ?
“รักเพราะหวังผลตอบแทน” อย่างนั้นหรือ?
หวังเพียงจะได้พบเจอเธอ...ได้ยินเสียงเธอ...หรืออะไรก็ได้...
จริงอยู่...ที่ความรักอันบริสุทธิ์นั้น ก็คือความรักโดยปราศจากสิ่งตอบแทน แต่จริงๆแล้วความรักเช่นนี้น่ะ...มันมีอยู่จริงในโลกหรือ? นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคำนิยามของคำว่า “ตอบแทน” ของเราคืออะไร...หาก “ตอบแทน” รวมถึงการที่ “อยาก” เพียงได้ยินเสียงคนที่เรารักสักหน่อย...หรือเพียงให้เธอมีสุขด้วยแล้วล่ะก็...ใครก็ตามก็ย่อมหวังให้คนที่ตัวเองรักมีความสุขทั้งนั้นแหละ ดังนั้น...เมื่อขึ้นชื่อได้ว่าเป็น “ความรัก” แล้ว...ไม่ว่าจะของใครก็ตามเถอะ มันปราศจาก “ความหวัง” 100% ดั่งว่าไม่ได้หรอก ดังนั้นรักโดยมีสุข ที่เกิดจากการ “ไม่หวังอะไรเลย” น่ะ...มันเป็นไปไม่ได้...!!..เพราะ “มนุษย์” ไม่ใช่ “หุ่นยนต์”
เพียงแต่ว่าคนที่มีความสุขน่ะ... “เขาหวัง แล้วเขาได้อย่างที่หวัง” ต่างหากล่ะ แน่นอน...คงไม่มีใครมีตะเกียงวิเศษของอาละดินที่หวังอะไรแล้วขอก็จะได้หรอก! แต่คงเป็นเพราะเขาไม่หวัง “มากเกินไป” ล่ะมั้ง เพราะหากถ้าไม่หวังมากเกินไป ..การที่จะได้สิ่งที่เท่าๆกันหรือมากกว่า...กลับคืนมา มันก็คงจะง่ายกว่า...
หวังแค่ได้ยินเสียงเธอให้มากกว่านี้ เจอเธอให้บ่อยกว่านี้...มันมากไปไหมหนอ? เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรมาก..หรือน้อยเกินไป...
ความหวังไม่ใช่ปริมาณที่จะมาวัดกันได้ และที่สำคัญก็ไม่สามารถนำมาเทียบกับความหวังในสิ่งที่คล้ายๆกันของคนอื่นๆได้ เช่นแฟนนาย A โทรมาหาทุกวัน แฟนนาย B โทรมาหาสองอาทิตย์ครั้ง ก็คงเป็นไปไม่ได้...เพราะมาตรฐานของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกัน และเมื่อนำมาเทียบกับตัวเองก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้อีกว่า หากปัจจุบันเราหวังอะไร..แล้วได้อะไร และถือว่าพอดี...แต่ถ้าเกิดอยู่ดีๆมันก็เปลี่ยนไปในทางที่น้อยลง...แปลว่าปัจจุบันนี่เราก็ควรจะหวังให้น้อยลง...โดยการที่รักเค้าน้อยลงรึเปล่า? แปลว่าตอนนี้เรารักเค้ามากเกินไปรึเปล่า?
...หรือว่า....น้อยเกินไป? เราควรจะมุ่งสู่ความรักอย่างบริสุทธิ์ใจ 100% มากกว่า..?... [To Be Continued] 3 septembre อดีตจมทะเล...ตอนที่ 2 (ตอนจบ)*ตอนที่ 1 โพสท์วันที่ 25 ส.ค. หาอ่านได้ใน Archive: August หรือ Catagory: Lovers' Corner)
ฉันมองหน้าโอ๊ตด้วยอาการมึนงงกับสิ่งที่เห็น “พรุ่งนี้เช้าเหรอ” ฉันถาม “เขาอยากเจอฉัน พรุ่งนี้เช้า...” “ไม่ใช่” โอ๊ตก้มหน้า “นั่นเป็นข้อความที่เขาฝากฉันให้เธอ...” เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะอ้าปากออกมา.. “...เมื่อสามปีก่อน” “อะไรกัน!” ฉันร้องขึ้น “แล้วทำไม..” “ฉันไม่ได้ให้เธอ ฉันยัดมันใส่กระเป๋ากางเกงแล้วลงไปเล่นน้ำทะเล วันที่เธอโดนแมงกระพรุนกัดน่ะ มันวุ่นวายไปหมดจนฉันลืมให้” “โกหก เธอจงใจใช่มั้ย” โอ๊ตก้มหน้า บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที เสียงคลื่น เสียงลมทะเลซัด... “ทำไมโอ๊ต...” โอ๊ตเงียบเสียง ก้มหน้า ราวกับมีคำพูดอะไรสักอย่างค้างอยู่ที่ปาก แต่เขาก็ตัดสินใจไม่พูดมันออกมา ในสมองของของนั้นเต็มไปด้วยคำพูดของดิวที่ดังกึกก้องไปทั่ว... ฝากบอกจิ๊บด้วยนะ ว่าถ้าเธอรักผมล่ะก็ให้มา.. เพราะมีแต่จิ๊บเท่านั้นที่รู้ว่าผมหมายถึงอะไร...
“ดิวฝากกระดาษแผ่นนี้มาให้ฉัน แต่เธอไม่ได้เอามาให้ เขาจึงไปรอฉันที่นั่นเพียงลำพังตอนนั้น..” “โดยที่คิดว่าเธอลืมสัญญา” โอ๊ตเอ่ยขึ้นเบาๆ “...วันนั้นไม่มีใครไม่เห็นเขาทั้งเช้า และหลังจากวันนั้นเขาพูดกับเธอน้อยลง...” “เขาคิดว่าฉันเฉยชากับเขา...” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วเค้าก็เปลี่ยนไปมากๆด้วย...” “เพราะคนที่ฉันยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ คือแป้ง...” ชายหนุ่มก้มหน้าไม่ยอมมองตอบมาที่ฉัน แต่ฉันกลับมองไปที่เขาด้วยสายตาอันโกรธเกรี้ยว ใจก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง แต่แล้ว..ก็เย็นชาลง มือน้อยๆค่อยๆเอื้อมไปแตะไหล่ของเขาเบาๆ และถอนหายใจ “แป้งไปสถานที่แห่งนั้นในเช้าตรู่ของวันรุ่นขึ้น แล้วพบกับดิวที่อยู่ที่นั่น ดิวไม่รู้ว่าแป้งรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะมาอยู่ที่ตรงนั้น เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า เธอไม่ได้มา..." “เธอว่า...ความรักนี่มันทรมานใช่มั้ย มันทำให้คนเราคิดทำอะไรบ้าๆได้” “เราต่างก็เป็น” โอ๊ตพูดแล้วเงยหน้าขึ้น “เหมือนเธอเมื่อคืนไงล่ะ” “อืม” ฉันพูดเบาๆ “ความรักทำให้ฉันเจ็บ ทำให้ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่มาตอนนี้ฉันก็คิดได้แล้วว่า ถ้าเราเปลี่ยนความเจ็บนั้นให้กลายเป็นความยินดีได้เราก็จะมีความสุข” “แต่ถ้าเปลี่ยนมันไม่ได้ และทำเรื่องเลวร้ายลงไป เราก็จะเสียใจกับมันไปตลอดชีวิต” เสียงของโอ๊ตสั่นเครือไม่แพ้กับเสียงของฉัน มือน้อยๆบีบไหล่ของเขาแน่น ทุกอย่างเงียบกริบ จนเสียงน้ำทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งกลายเป็นเพียงสัญญาณเดียวของความเคลื่อนไหวที่จับต้องได้ในขณะนั้น ในที่สุดฉันก็ทลายความเงียบกริบนั้นลง “เธอก็เหมือนกัน เลิกฟุ้งซ่านได้แล้ว” “เธอนั่นแหละ ฉันสบายดี ตอนนี้เธอก็ได้รู้ความจริงแล้ว จะไปบอกเขาก็ยังไม่สายนะ” “จะให้บอกอะไรล่ะ” “บอกความจริงกับเขาไง บอกว่ารักเขา” ฉันมองหน้าโอ๊ตที่พูดประโยคนั้นด้วยรอยยิ้มฝืน “มันไม่สายไปเหรอ ที่ผ่านมาเขามีแต่จะเย็นชากับฉันตลอด” ฉันชะโงกหน้าไปดูที่ระเบียง แล้วตัดสินใจรีบวิ่งลงบันไดไปหวังจะให้ทันดิวซึ่งกำลังเดินอยู่บนชายหาด ใจฉันเต้นรัว รีบให้ทันอย่างไม่คิดชีวิต... หากได้รับรู้ความจริง เขาจะเป็นอย่างไร...
ฉันไปถึงชายหาดและพบดิวกับแป้งเดินอยู่ด้วยกัน สีหน้าของดิวตอนนี้ดูเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความสุข ความสุขกับชั่วเวลาหนึ่งของเขา ที่เขาอยากจะบันทึกลงไปในใจให้ได้มากที่สุดโดยไม่ต้องอาศัยภาพถ่ายหรือการบรรยายเป็นตัวอักษรแต่อย่างใด มันคือความสุขกับปัจจุบันของตนเอง... แล้วความจริงคืออะไรล่ะ...เหตุการณ์ในอดีตงั้นเหรอ? ฉันตัดสินใจถอยหลังออกมา และแอบมองจากที่ซึ่งไกลห่างออกไปโดยไม่ให้พวกเขารู้ตัว ก็เหมือนกับรูของปูลมบนหาดน่ะแหละ เมื่อโดนคลื่นซัดกลบ ไม่ว่าเราจะคุ้ยขึ้นมาเท่าไหร่ สิ่งที่ได้ก็มีแต่เม็ดทรายเป็นพันๆเม็ดที่กระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทาง คุณก็ไม่มีทางเจอกับเจ้าปูตัวน้อยๆได้ เพราะปูเหล่านั้นได้หลีกหนีน้ำทะเลไปไกลแล้ว... ฉันจะไปพยายามเปลี่ยนมันทำไม... เมื่อหยุดเดิน ก็มีเงาผืนใหญ่ของใครบางคนเข้ามาแผ่ทับตัวฉันจากทางด้านหลัง “โอ๊ต..” ฉันเหลือบไปเห็นโอ๊ตเดินตามลงมาด้านล่าง “เธอลงมาทำไมน่ะ” โอ๊ตในหมวกแก๊ปสีน้ำตาลเข้ม กำลังก้าวเท้าเดินพร้อมกับมองออกไปข้างหน้าปะทะกับแสงแดดที่ร้อนจ้า “ก็มาดู...ว่าเกิดอะไรขึ้น” “แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ” “ก็ไม่มีอะไรน่ะ” โอ๊ตมองกลับมาที่ฉัน “ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทะเลก็ยังคมมีลมพัด มีแดดที่ร้อน มีคลื่นซัดแรง ต้นมะพร้าวสั่นไหว...” “และมีแมงกระพรุนนอนตายกลางชายหาด” “อา..” โอ๊ตตอบ “แล้วก็มีดิวที่กำลังจีบแป้ง” “แต่ไม่ติด...ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ฉันหัวเราะขึ้นมาดังลั่น จนดิวกับแป้งที่อยู่ไกลออกไปต้องหันกลับมามองด้วยความงุนงง “เอ...หรือว่าติดน้า...” ฉันตั้งข้อสงสัยพร้อมกับอมยิ้มในใจ เมื่อมองเห็นสองคนนั้นกำลังเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ดอกไม้ช่อใหม่คงกำลังใกล้บานในไม่ช้าแล้ว... ฉันไม่อยากจะเป็นคนชิงเด็ดมันออกจากช่อหรอกนะ ท้องฟ้าที่ไร้เมฆขุ่น มีแต่แดดที่เจิดจ้าบนฟ้าที่เป็นสีฟ้าใส กับปุยเมฆขาวปุกปุยหลายก้อนที่กระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ทะเลไม่ต้องการตัวฉันแล้วใช่มั้ย... น้ำทะเลกำลังเพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่า..เท่าไหร่ ฉันก็ไม่จมซักที... ก็ฉันลอยตัวอยู่ในน้ำได้นี่นา... จะต้องกลัวอะไรอีก ชีวิตยังอีกยาวไกล มีเรื่องอะไรให้หวาดกลัวกว่านี้อีกเยอะ ฉันคลี่กระดาษแผ่นนั้นที่ขยำอยู่ในมือให้แบออก แล้วจุ่มมันเข้ากับน้ำทะเล ให้ข้อความที่เขาบรรจงเขียนได้กลับเลือนลางไปให้หมดสิ้น ข้อความนั้นมันจะไม่กลับมาหลอนอยู่ในใจของฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันพร้อมจะปล่อยอดีตให้มันจางไปด้วยตัวของมันเอง... 29 août ตอบจดหมายแฟนคลับ (2)*มีปัญหาข้องหัวใจ คิดไม่ตก เราช่วยท่านได้ โปรดอีเมล์มาที่ vowpailin@hotmail.com เราจะเก็บที่อยู่อีเมล์ของคุณเป็นความลับ*
สวัสดีค่ะคุณหมอวาว หนูอ่าน blog ของคุณหมอมานานแล้วค่ะ อ่านแบบแอบๆน่ะค่ะ ไม่เคยบอกให้คุณหมอรู้หรอกค่ะว่าหนูอ่านอยู่ แบบว่าอายน่ะเค่อะ..เวลาคุณหมอถามก็ชอบบอกว่าไม่ได้อ่านน่ะค่ะ สวัสดีค่าขอต้อนรับแฟนคลับอีกครั้ง ว่าแต่อ๊าย จะอายอะไรกันคะ..blog เจ๊ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีแต่สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่สังคม เช่นการช่วยลดจำนวนชายโสด อย่าเอา blog เจ๊ไปเทียบกับ blog ข้างๆ ที่มีคนอ่านแต่ไม่มีคน comment นั่นสิคะ blog เจ๊ราศีจับไม่พอหรอกค่ะ แล้วอีกอย่าง blog เจ๊ก็ไม่ใช่คอลัมน์หมอนพพรนะคะ ไม่ได้รับปรึกษาปัญหาใต้สะดือ ดังนั้นเลิกเรียกเจ๊ว่าหมอได้แล้ว เก็บคำๆนี้ไว้เรียกหมอดีๆ ที่ต้องทำงานทุกวัน ตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันถึงตี 1 ไม่เว้นเสาร์-อาทิตย์ อย่างแฟนเจ๊ดีกว่านะคะ เอ่อ เอาเป็นว่า หนูมีเรื่องจะปรึกษาน่ะค่ะ หนูชื่อ ป. นะคะ... หนูไปเรียนโทที่ประเทศ Japan ได้แฟนเป็นคนไทยมาคนน่ะค่ะ สมมติว่าเค้าชื่อ จ. ก็ละกันนะเคอะ ตอนนี้หนูกลับมาเมืองไทย... อยู่คนเดียวก็น่าเบื่อนิดหน่อย แต่กับ จ. ก็ไปได้ดีไม่มีปัญหานะคะ โธ่หนู อุตส่าห์ได้ดิบได้ดีไปร่ำเรียนถึงประเทศยุ่นปี่ ไม่รู้จักหาหนุ่มยุ่นหน้าตี๋ๆหล่อๆขาวๆ มาเชยชม ที่ไหนได้กลับคว้าหนุ่มไทยผิวเข้ม ตาคม มาซะนี่ ไม่ไหวเลยหนู...ไม่คุ้มค่าตั๋วเครื่องบินเลย ปัญหาคือว่า หนูดันไปนัดเจอกับเพื่อนสนิทของกิ๊กเก่าหนูอะเขอะ เรียกเขาว่า X ละกันนะเคอะ คือ X เค้ามาชวนหนูกินข้าวอะค่ะ หนูก็ไม่คิดอะไรอะเขอะก็ไปกินข้าวกะเค้า เค้าเป็นคนคุยสนุกอารมณ์ดี เมาท์กันมันมากเลยเขอะ โดยเฉพาะเวลานินทากิ๊กเก่าอะเค้อ... (ตอนนี้กิ๊กเก่าได้แฟนใหม่ น่าหมั่นไส้ที่สุดเลยเขอะ) อุ๊ยตาย การนินทาเพื่อนเป็นสิ่งไม่ดีนะคะ blog นี้ไม่สนับสนุนค่ะ แต่เดี๋ยวช้าก่อน..สำหรับกิ๊กเก่านี่เจ๊อนุญาตค่ะ ตอนแรกก็ไม่มีอะไรเลยค่ะ แต่ไปไปมามา หนูเริ่มรู้สึกกะเค้ามากกว่าเพื่อนอะเขอะ ใจมันหวิวหวิวสยิวสยิวเวลาอยู่กะเค้าอะเขอะ... แต่หนูก็บอกเค้าไปว่าไม่ได้หนูมี จ. แล้ว... แต่ใจหนูกะคำพูดมันไม่ไปด้วยกันสินะเคอะ คุณหมอขาหนูจะทำยังไงดีเคอะ หนู ป. ณ แจแปน หนูคะ หนูต้องคิดดีๆนะคะ ว่าความรู้สึกที่หนูมีให้เค้ามันเป็นแค่ความตื่นเต้น หรือว่าความรักกันแน่ค่ะ จริงอยู่นะคะที่ว่าเพื่อนสนิทมักจะมีอะไรคล้ายๆกันที่ทำให้หนูอาจหลงปิ๊งเค้าเข้าเหมือนกับที่หนูหลงผิดไปปิ๊งอีตากิ๊กเก่านั่น แต่หนูจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเหรอคะ คิดดูสิคะว่าทำไมหนูถึงเข้ากันไม่ได้กับอีตากิ๊กเก่านั่น อาจจะมีหลายสาเหตุนะคะ เช่น - มันไม่หล่อ (อันนี้ของตายค่ะ ใครๆก็ชอบคนหล่อ) - มันไม่เคยใส่ใจหนู (ไม่มีประโยชน์เลยใช่มะ) - มันทำให้หนูเสียน้ำตา (แล้วหนูจะยังไปคบมันทำไม!) - มันคบหนูเล่นๆ แก้เหงา ในขณะที่มีกิ๊กอื่นไปด้วย (ไม่ได้ค่ะ เราต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ) - พอหนูห่างไป เช่น ไปเรียนต่อแจแปน มันก็เลิกกิ๊กกับหนู ไปหาแฟนใหม่แทน ฯลฯ ชิมิเคอะ ชิมิ ชิมิ... นาย X ก็อาจจะคล้ายๆเพื่อนมัน อุ๊ย อันนี้เจ๊ไม่ได้ assume นะค้า...แค่เดาๆ ถ้าเทียบกับแฟนที่แสนดีของหนูอาจจะเทียบกันไม่ได้ เค้าอาจจะมีอะไรบางอย่างที่แฟนหนูไม่มี เช่น รสชาติชีวิตที่แปลกใหม่ ถึงแม้ว่าอะไรสดๆใหม่ๆอาจจะดูน่าลิ้มลอง เแต่มันก็สู้รสชาติดั้งเดิม (เจ้าเก่า) ไม่ได้หรอกนะคะคุณน้องขา...ดังนั้นกลับไปหา นาย จ. ของหนูจะดีกว่านะคะ เชื่อเจ๊ค่ะ รู้ว่ามันยาก อาจจะต้องใช้เวลาทำใจบ้าง แต่ถอนตัวตอนนี้ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ถลำลึกนะคะ สำหรับนาย X แล้ว ถ้าหนูติดใจลีลาการเม้าท์ของเขาล่ะก็ เป็นเพื่อนสนิทกันก็ได้หนิคะ หนูก็จะยังได้เม้าท์กับเค้าต่อไปเรื่อยๆนะคะหนูขา เม้าท์เรื่องกิ๊กเก่าหนูยังไงล่ะคะ (ป.ล. ขอโทษคะคุณหมอที่จดหมายไม่เกี่ยวกะเรื่องทาง โลกียะ ที่คุณหมอถนัดนะเคอะ เขียนไม่ได้เขอะ... มันติดเรทไปเขอะ...) ติดเรทไม่เป็นไรค่ะ แฟนๆของ blog เจ๊ยิ่งชอบค่ะ 25 août อดีตจมทะเล...ตอนที่ 1เมฆลอยเป็นกลุ่มใหญ่อยู่บนท้องฟ้าอันเกือบมืดมิด ใจฉันเต้นระรัวราวกับคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้าย เท้าน้อยๆค่อยๆเก้าลงไปบนเม็ดทรายที่ชุ่มไปด้วยน้ำทะเล ระดับน้ำที่สัมผัสได้ดูเหมือนจะลึกลงไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่ฉันจะจมดิ่งลงไปในก้นทะเลลึกนั้นหนอ...ในเมื่อใจจริงแล้วก็ยังกล้าๆกลัวๆอยู่แบบนี้ ทะเล...ช่วยซัดเข้าหาฉันด้วยสิ เธอต้องการตัวฉันไปไม่ใช่เหรอ... แต่ทว่า น้ำทะเลกำลังลดระดับลงไปเรื่อยๆ ทำให้ยิ่งก้าวเข้าไปไกลเท่าไหร่ ก็ราวกับว่าย่ำอยู่ที่เดิม ไม่ต่างอะไรกับฉันและเธอ... “จิ๊บ มาเดินเล่นอะไรอยู่คนเดียวน่ะ” เสียงใครคนนึงตะโกนมาแต่ไกล เมื่อหันไปจึงเห็นเป็นเงามืดๆของเขายืนอยู่ริมหน้าต่างห้องข้างบนนั้น ห้องที่เปิดไฟสว่าง และเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกที่สัมผัสได้แม้จะมีเสียงคลื่นซัดสาดอยู่กลางทะเลเป็นตัวคอยกลบ หลายคนกำลังอยู่ในห้องนั้น ฉันโบกมือให้เขา ราวกับเป็นสัญญาณว่า ฉันสบายดี ก้มหน้า..และเดินย่ำน้ำทะเลลึกลงไปเรื่อยๆ คืนสุดท้าย...นี่คือคืนสุดท้ายแล้ว... เธอไม่เคยเข้าใจฉันเลย... เธออยู่ข้างบนห้องนั้น เธอกำลังมีความสุขอยู่กับใคร เธอรู้มั้ยว่าใครบางคนกำลังเสียใจ ร้องไห้ อยากฆ่าตัวตาย...
โลกเป็นสีหม่นมัว ฉันลืมตาขึ้นมาพบกับชายคนหนึ่งนั่งคอยอยู่ตรงหน้า “เมื่อคืนเธอละเมอเหรอจิ๊บ” ชายหนุ่มคนนั้นถาม “เมื่อคืนฉันพยายามตะโกนเรียกเธอแทบตายน่ะ เธอไม่สนใจเลย มาเจออีกที เธอก็สลบเหมือนอยู่ริมหาดแล้ว” “อ๋อ พอดีบรรยากาศมันให้น่ะ เลยแอบนอนซะ” “เหรอ ดีนะเนี่ยที่ฉันมาเจอน่ะ ไม่งั้นล่ะก็โดนคลื่นซัดไปเป็นอาหารแมงกระพรุนไฟแล้วจะบอกให้” “บ้า แมงกระพรุนที่ไหนเค้ากินเนื้อคน” “ใครว่า แมงกระพรุนกินขาหมูต่างหาก” “หนอย....ไอ้เจ้าโอ๊ต” ฉันกัดฟันโมโหแกมหัวเราะ พลันกวาดสายตาไปเห็นใครบางคนเข้ามาในห้องพอดี ไม่สิ ต้องบอกว่า ใครสองคน ต่างหาก “อ้าว จิ๊บ เป็นไงบ้างจ้ะ” เสียงใสๆของใครคนหนึ่งทักขึ้น เธอมองมาที่ฉัน โดยไม่สบตากับหนุ่มอีกคนที่เดินมาเคียงข้างเลยแม้แต่น้อย “หายดีรึยัง” “ดื่มน้ำเยอะๆ สาวน้อย ไม่งั้นจะไม่สบายเหมือนยัยแป้ง” หนุ่มคนนั้นพูดขึ้น และหันมาสบตากับแป้งที่กำลังทำแสร้งหน้านิ่วคิ้วขมวด “ยัยแป้ง นี่เธอพร้อมจะไปเล่นน้ำทะเลเมื่อไหร่ก็บอกเราด้วยน้า...” “ได้ย่ะ งั้นไปแต่งตัวก่อน” เธอพูดพร้อมกับเดินสะบัดออกไปจากห้อง ไม่นานหนุ่มคนนั้นก็ก้าวเท้าตามออกไป “เขาน่ารักดีกันเนอะ คู่นี้” โอ๊ตพูดขึ้น เมื่อเงาของสองคนลับตาไป “คงงั้น” ฉันตะแคงตัวไปอีกข้าง ตามองไปที่ทะเลผืนเดิม น้ำทะเลกำลังลดลงอยู่ระดับที่ไกลลับตาออกไป ทิ้งไว้เพียงชายหาดผืนใหญ่ที่กว้างขวาง ทั้งๆ ที่เมื่อคืนมันกลืนกินตัวฉันไปเสียมิด ทำไมไม่ตายๆไปซะให้พ้นๆโลกเสียที... ฉันไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจเธอ ไม่เข้าใจเขา...
“แต่ฉันว่า ดิวชอบแป้งข้างเดียวมากกว่า” โอ๊ตพูดขึ้นอีก ในขณะที่ฉันแสร้างทำเป็นไม่สนใจ และหลับตาลง...จินตนาการภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน เมื่อฉันและใครคนนั้นอยู่ตรงนี้ ที่นี้...ด้วยกัน...
คืนนั้นมีดาวเต็มฟ้า หาใช่มืดมัวราวกับคืนวานไม่ หาดทรายโผล่พ้นขึ้นเหนือระดับน้ำทะเล และเราสองคนกำลังเดินไปตามหาดทรายขาวนั้นเพียงลำพัง “นี่ไง เพื่อนเธอ” เขาชี้ไปที่แมงกระพรุนไฟที่นอนแห้งอืดอยู่บนผืนหาด แล้วหัวเราะขึ้น ใบหน้าผอมเรียวอันสดใสของเขาทำให้ฉันอดอมยิ้มเล็กๆไม่ได้ “น่าจะจับไปผัดกินเสียให้เข็ดเลย” ฉันพูดพลางอมยิ้ม “แมงกระพรุนผัดฉ่า” วันนั้นฉันโดนแมงกระพรุนไฟเข้าขณะที่เราว่ายน้ำเล่นกันอยู่ เขาพาฉันไปดูแลอย่างที ทำแผลให้ คอยพยุงเดิน เขาบอกฉันว่า เขาจะคอยดูแลฉันอย่างนี้ตลอดไป ไม่ว่าฉันจะเป็นเช่นไร เดินแมงกระพรุนไฟกัดไหม้ไปทั้งตัวจนน่าเกลียดน่ากลัวเสียเพียงใด เขาบอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันยิ้มได้ “ก็เธอ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันไงล่ะจิ๊บ” แต่ทำไมยิ่งก้าวมันก็ยิ่งย่ำอยู่ที่เดิมกันนะ... ไม่สิ...เรียกว่าห่างไกลออกไปเสียด้วยซ้ำ คำว่า‘เพื่อน’ก้องกังวานอยู่ในหู...
“จิ๊บ ดิวเขา...” “เมื่อไหร่จะเลิกพูดถึงดิวซะที!” ฉันตวาดเสียงรุนแรงเข้าใส่โอ๊ต เมื่อตื่นขึ้นจากภวังค์อีกครั้งด้วยเสียงของเขา มองไปรอบตัว...ฉันพบว่าดิวและแป้งไม่อยู่ในห้องเสียแล้ว “พอได้แล้ว ฉันรู้แล้วว่าดิวชอบแป้ง แล้วไงล่ะ” “ดิวเขาฝากเรามาบอกอะไรเธอน่ะ” โอ๊ตอ่อนเสียงลง พร้อมกับหยิบแผ่นกระดาษในมือยื่นมาให้ฉัน กระดาษแผ่นนั้นดูยับเยินและหมองกลายเป็นสีออกเหลือง หมึกของตัวหนังสือที่เขียนอยู่ก็ดูจืดจาง แทบจะมองไม่เห็นว่ามันมีข้อความว่าอะไร ฉันพยายามคลี่กระดาษแผ่นนั้นออก และแกะข้อความที่เขียนไว้นั้น ลายมือที่เห็นช่างคุ้นตา แต่ทว่า..ราวกับความทรงจำในอดีต ที่ดูบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปร่าง... ข้อความนั้นอ่านว่า
เพื่อนแมงกระพรุนไฟจ๊ะ เจอกันเมื่อตะวันเริ่มส่องฉาย ที่ๆฉันกับปลาดาวเล่นหมากเก็บ ดิว... 23 août ผู้ชายคิดอะไร?เอาใจฝ่ายชายมานานแสนนานๆ ถึงคราวๆสาวๆเรียกร้องกันมามั่ง ว่าอยากได้ "วิธีจีบหนุ่ม" อ่ะมีมั้ย
อะหูย..มาขออะไรแบบนี้ ผู้เขียนก็ออกจะเป็นสาวเรียบร้อย ไม่เคยไปจีบหน่งจีบหนุ่มที่ไหน จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ หะหะ..
..ผู้ชายบอกว่า หญิงที่จะจีบหนุ่มได้สำเร็จนั้น ถ้าไม่สวย หมวย เอ็กซ์ แล้วล่ะก็...ประการแรกจะต้องรู้ว่าผู้ชายคิดอะไร แล้วผู้ชายคิดอะไรล่ะ? มีคำตอบล้านแปด ขึ้นอยู่กับว่าถามอะไร งั้นเรามาดูอะไรนี่กันหน่อยดีมั้ย นี่คือแบบสอบถามทึ่ส่งมาตาม Fwd Mail นี่เอง เอิ๊กส์...พูดแล้วอย่าเพิ่งหยุดอ่าน เพราะมันได้รับการยืนยันจากผู้ชายแล้วว่า "จริงว่ะ" หะหะ เอาล่ะ...มาดูกันเลย
หนุ่มๆที่อ่านอยู่ก็อย่ารอช้า เข้ามาแสดงความเห็นกันหน่อยว่า ไอ้ที่เค้าว่ามาน่ะ จริงแค่ไหน แล้วคุณล่ะ..เป็นอย่างไร? ...เพราะแบบสอบถามนี้ก็ได้บอกแจ้งชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ชายต่างคน ก็คิดต่างกัน ดังนั้นสาวๆทั้งหลาย..คนที่คุณชอบอาจจะเป็น "คนกลุ่มน้อย" ก็ได้ ใครจะรู้..
"ผู้ชายคิดอะไร"
นี่คือแบบทดสอบที่เราคัดเลือกหนุ่มโสดแมนๆ100คนมาทำไม่ใช่เห็นเดินบิดก็คว้ามาทำอันนี้หลุดโผล่ะล่ะครับ ซึ่งแต่ละคนหน้าที่การงานดีที่สำคัญหน้าตาหล่อทุกคน
1. ถ้าให้ลองเปลี่ยนเป็นผู้หญิง 1 วันผู้ชายจะลองมั้ย
73% ลองดูเพราะสนุกดีจะได้รู้ว่าผู้หญิงเค้าคิดยังไง 27% ไม่ลองเพราะรู้สึกสนุกกับการเป็นผุ้ชายคิดว่าเป็นผู้หญิงมันลำบากไม่อยากลอง 2. ผู้ชายอยากได้แฟนหน้าตาแบบไหน
29% ไทยแท้ 50% หมวยๆ 21% ลูกครึ่งฝรั่ง 3. ผู้ชายชอบผู้หญิง
78% ผมยาว 22% ผมสั้น 4. ผู้ชายคิดยังไงกับผู้หญิงที่มีรอยสัก
5% ชอบ 59% ไม่ชอบ 36% ยังไงก็ได้ 5. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองแต่งตัวแบบไหน 8% ตามแฟชั่น 72% เป็นตัวของตัวเอง 20% ยังไงก็ได้ 6. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองมีรูปลักษณ์ภายนอกแบบไหน 32% เซ๊กซี่ 68% น่ารักคิกขุ 7. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองเป็นคนแบบไหน 74% สนุกสนานคุยเก่ง 26% ร่าเริง ยิ้มง่าย คุยน้อย 8. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองอายุเท่าไหร่ 49% อายุน้อยกว่า 14% อายุเท่ากัน 3% อายุมากกว่า 34% ยังไงก็ได้ 9. ผู้ชายคิดว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหน 70% นิสัยดี+รวย 30% นิสัยดี+หล่อ 10. ผู้ชายอยากให้แฟนตัวเองเรียกตัวเค้าว่าอะไร 10% เธอ 9% ตัวเอง 7% พี่ 50% ชื่อของคุณ 11% ที่รัก 5% คุณ 0% มืง 8% ฉายาที่ตั้งให้ 11. ผู้ชายอยากให้แฟนเรียกแทนตัวเองเมื่อคุยกันว่าอะไร 0% เรา 10% ฉัน
16% เค้า 53% ชื่อตัวเอง 3% หนู
3% ดิฉัน 1% กู 4% ฉายาที่ตั้งให้ 12. ผู้ชายอยากได้ของชนิดไหนจากแฟน 53% ของที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง 47% ของถูกใจที่ตัวเองอยากจะได้ 13. ผู้ชายคิดว่าวันไหนสำคัญที่สุดสำหรับแฟนตัวเอง 73% วันเกิดแฟน 5% วันวาเลนไทน์ 22% วันครบรอบที่รู้จักกันหรือวันครบรอบวันแต่งงาน ผู้ชายคิดยังไงถ้าสแฟนตัวเองแต่งตัวโป้
20% ชอบ 80% ไม่ชอบ
14. ผู้ชายแคร์มั้ยถ้าไม่ใช่คนแรกของแฟนตัวเอง 29% แคร์ 71% ไม่แคร์ ผู้ชายคิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติคมั้ย
66% โรแมนติค 34% ไม่โรแมนติค 15. ผู้ชายคิดว่าตัวเองเจ้าชู้หรือไม่ 60% เจ้าชู้ 40% ไม่เจ้าชู้ (พวกนี้ไว้ใจไม่ได้) ถ้าหากผู้ชายคบกับแฟนได้ 2 ปี เค้าอยากไปเที่ยวปีใหม่กับใคร
17% เพื่อน 83% แฟน 16. ผู้ชายเคยโกหกแฟนตัวเองมั้ย 91% เคย 9% ไม่เคย 17. เรื่องที่ผู้ชายโหกแฟนบ่อยที่สุด คือเรื่องอะไร 12% เรื่องส่วนตัว 3% เรื่องงาน 52% เรื่องผู้หญิง 24% เรื่องสังคมและเพื่อนฝูง 9% ไม่เคยโกหก 18. ผู้ชายคิดว่าจะเป็นไปได้มั้ย ถ้าเค้าจะไม่โกหกแฟนตัวเองอีกตลอดชีวิต 86% เป็นไปไม่ได้ เพราะการโกหกเล็กๆน้อยบางครั้งมันก็ลดปัญหาระหว่างเค้ากับแฟนตัวเองได้ 14% เป็นไปได้ เพราะการโกหกเป็นสิ่งเลวร้ายที่ผู้ชายไม่ควรทำ 19. ผู้ชายคิดย้งไงกับผู้หญิงที่สูบบุหรี่ 0% ชอบ 73% ไม่ชอบ 27% ยังไงก็ได้ 20. ถ้าผู้ชายนัดคุณไปเดทกันครั้งแรกแล้วคุณตอบว่า "ขอดูก่อน ไม่แน่ใจว่าจะไปได้รึเปล่า" ผู้ชายจะคิดยังไง 21% คุณไม่แน่ใจว่าจะติดธุระจริงๆรึเปล่า 31% คุณอยากไปด้วยแต่สงวนท่าทีไว้ก่อน 48% คุณคงไม่อยากไปแต่พูดเลี่ยงๆกลัวผู้ชายจะเสียใจ 21. เดทครั้งแรกถ้าหากคุณมากสายกว่า 1/2 ชั่วโมง ผู้ขายจะรู้สึกอย่างไร 17% ไม่พอใจที่คุณไม่เห็นความสำคัญของเค้า 49% พยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการมาสาย 34% เฉยๆ ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย 22. ถ้าผู้ชายมีแฟนซักคนเค้าจะรักมากขนาดไหน 20% รักมาก ชีวิตนี้ขาดเธอคนนี้ไม่ได้ 53% รักเหมือนกัน แต่คิดว่าชีวิตนี้ยังไม่อะไรมากว่าความรักอีกมากมาย 27% คิดว่าต้องรักตัวเองให้เป็นก่อนไปรักคนอื่น 16 août Letter of the Month: ตอบจดหมายแฟนคลับจดหมายเด่นประจำฉบับ จากแฟนคลับคอลัมน์ * มีปัญหาหัวใจ แต่ไม่อยากบอกใคร เชิญปรึกษามาได้ที่ vowpailin@hotmail.com เราจะเก็บที่อยู่อีเมล์ของคุณเป็นความลับ
สวัสดีครับ บอกอที่รัก ซ้อวาว ศิราณี ป้าหนวด หรือ คุณหมอนพ porn แล้วแต่จะเรียก ติดตามอ่าน blog ของเจ๊มาตั้งนานแล้วครับ เริ่มโดยการตามลิงค์มาจาก blog อันหนึ่ง บทความของวาว in อยู่ตลอด ไม่มี out เลย
อุ๊ยตาย...สวัสดีค่าพ่อหนุ่มน้อย ยินดีต้อนรับแฟนคลับสู่ blog "วิธีการจีบสาว (How to Really Get A Girl)" ของเจ๊ (ตายละ..มีชื่อภาษาปะกิตด้วย ต้องให้ดูอินเตอร์ๆ) จริงๆเจ๊ก็ว่าเจ๊จะเขียนเป็นงานอดิเรกเพื่อสงเคราะห์เพื่อนชายบางคนนะคะเนี่ย ที่ไหนได้เกิดฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนหนุ่มๆทั้งหลายจากทุกสารทิศพากันติดตรึม! มีทั้งจดหมายรัก อีเมล์ ส่งเข้ามาให้กำลังใจกันเป็นพันๆฉบับ บางรายไม่รู้จักหน้าค่าตาแต่ก็อุตส่าห์ไปคว้าหาเบอร์ MSN เจ๊มา add ให้จนได้ จนปัจจุบันเรตติ้งแซงหน้า blog ข้างฝา..เอ๊ย! ไม่ใช่ blog ข้างๆ ไปแล้วค่ะ จนเจ้าของฝาต้องคอยโทรมาง้อขอข้อมูลวันละ 3 เวลาเอาไปอัพของตัวเองบ้างกันเรตติ๊งตัวเองร่วง เอ๊ย..เดี๋ยวก็โดนสั่งปิด blog อีกแล้วมั้ยนั่น..
แนะนำตัวเล็กน้อย เราก็เป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ที่ไม่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองเลย คาดว่าชาตินี้คงหาแฟนยาก ก็เลยทำตัวตามสบาย ตามธรรมชาติไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อนผู้ชายซะมาก ก็เรียนและทำกิจกรรมไปวันๆ แต่พอได้มาอ่านบทความของวาว ก็เหมือนกับเปิดโลกที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน (โลกโลกีย์นั่นเอง) ค่อยๆสังเกตตัวเอง และ คนรอบข้าง ก็รู้สึกได้ว่า จริงๆแล้วเราเองก็ไม่ได้แย่เท่าไร ก็มีสาวหลงเข้ามาบ้าง แต่ด้วยความอ่อนด้อยของเราเอง ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าสาวให้ท่า ก็เลยเป็นโสดต่อไป
อุ๊ยตาย เจ๊จะบอกอะไรให้นะ รอบตัวเจ๊มีคนอย่างพ่อหนุ่ม......น้อยมาก!! เห็นปกติมีแต่พวก "มั่นใจเกินร้อย" เดินตะลุยเข้าไปพิชิตสาว ประเภทโทรกระหน่ำวันละ 5 เวลา แบบไม่ดูหน้าตาสารรูปตัวเองซะเลยว่า ล่ำ ดำ ถึกขนาดไหน เฮ้ย ไม่ได้พาดพิงถึงใครนะเฟ้ย แค่พูดให้ฟังเฉยๆ ว่ามีคนเลือดตกยางออกไปหลายรายแบบทันได้ไม่เจียมเนื้อเจียมตัว! ..มีแต่พ่อหนุ่มนั่นแหละที่ฟังดูเป็นของสงวนหายาก แสนซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เสียจริงๆ โอ๊ย..โม้ไปเองรึเปล่าเนี่ย สาวให้ท่าก็ยังดูไม่รู้ วันๆนี่จะรู้อะไรบ้างหา... สมควรแล้วมั้ยล่ะที่ยังไม่มีแฟนน่ะพ่อหนุ่ม.. ว่าแต่..ว่างๆไปทานข้าวกลางวันกะเจ๊มะ? หะหะ...เจอเจ๊ให้ท่าหน่อยเป็นไง
แต่พอได้อ่านบทความ เริ่มรู้แล้วว่า ผู้หญิงคิดอย่างไร ก็เลยมีการปรับปรุงพฤติกรรม และมีความมั่นใจในตัวเอง ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ฮ่าฮ่าฮ่า(ดีใจจนชอบร้องออกมาเป็นเพลงเลยครับ) ก็เลยเขียนจดหมายฉบับนี้ มายืนยันว่า บทความนี้มีประโยชน์จริงๆ และ ก็มีข้อเสนอแนะ และ คำถามที่อยากจะสร้างความกระจ่างมาให้ด้วย ดังนี้คร้าบ
อ้าว..ประสบความสำเร็จแล้วรึ ก็ไม่บอก...หลอกให้เจ๊คิดหาวิธีให้ท่าพ่อหนุ่มอยู่ตั้งนาน! ได้ทราบว่าบทความเจ๊เองมีประโยชน์มันอยู่ก็ดีใจหรอกนะ แต่ถ้ามันส่งผลทำให้จำนวนชายโสดมีลดลงไปจากโลกนี่สิ - เสียดายตายเลย - รู้งี้ไม่เขียนดีกว่าวุ้ย! โมโห.. ว่าแต่สำเร็จแล้วทำไมยังต้องเขียนมาถามเจ๊ล่ะเนี่ย...???
ทำไมบทความโดนตัด ช่วยเอากลับมาลงหน่อยซิครับ อยากทราบเนื้อหาครับ อยากเก็บให้ครบชุด
อะไรกัน ยังไม่ตอบคำถามเจ๊เลยนี่พ่อหนุ่ม (พยายามเปลี่ยนเรื่อง)! เอ๊ยยย..ก็เจ๊ไม่เจออำนาจมืดมาสั่งปิด blog นี่นา ปิดอย่างเดียวเจ๊น่ะไม่ว่าหรอกนะ แต่มันจะทำหูเจ๊ชาไปด้วยนี่สิ เอ๋า..เจ๊ไม่เสี่ยงด้วยหรอก เอางี้ดีกว่า ถ้าพ่อหนุ่มอยากอ่านจริงๆล่ะก็ มาขอหลังไมค์นะจ้ะ พี่เบิร์ดจะแจกลายเซ็นต์แถมไปด้วยเลยเอ้า! (คุณอำนาจมืด กรุณาช่วยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปสักระยะหน่อยได้มะ)
อยากจะเพิ่มข้อเสนอแนะ แหล่งเที่ยวที่น่าสนใจเพิ่มในบทความที่บอกอเคยเขียนอ่ะ จากประสบการณ์ตรงนะ ที่ซุกหัวนอน บ้านเราหรือบ้านเธอนั่นเองเป็นสถานที่สุดยอด หาโอกาส หรือ หาทาง ชวนเธอเข้าบ้าน หรือ บุกไปบ้านเธอเลยครับ มีแต่ได้กับได้ หากที่บ้านเรามีคนอยู่ก็ดี ก็เหมือนกับให้เธอรู้จักครอบครัวเรามากขึ้น หากไม่มีใครอยู่ การอยู่ในที่สองต่อสอง ก็ทำให้เลือดสูบฉีด กระชุ่มกระชวยดี หากไปบ้านเธอ พ่อแม่อยู่ ก็จะได้แสดงตัวเป็นคนดีให้พ่อแม่เธอเห็น ต่อไปชวนไปไหน เลทนิดเลทหน่อยจะได้ไม่โดนด่า หากไม่มีใครอยู่ก็ยิ่งดีใหญ่ คอยแอบสังเกตของที่เธอชอบ วันหลังจะได้ซื้อมาฝากได้ แถมการอยู่ในที่ลับตาคน ทำให้เปิดเผยความรู้สึกกันได้มากกว่าไม่มีคนอื่นรู้ ยิ่งมีโอกาสอยู่กัน สองต่อสอง โดยเฉพาะตอนตะวันตกแล้วยิ่งดีใหญ่ ชายเรามีแต่ประโยชน์อ่ะ หากมีอะไรเกิดขึ้นก็จะได้โชว์แมนพาวเวอร์ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นคะแนนสุภาพบุรุษก็พุ่งกระฉูด (จะมีข้อเสียอยู่บ้าง คือ อย่าเผลอหัวถึงหมอนปุ๊บ หลับปั๊บอันนี้ไม่ดี จะโดนหาว่า บ่มิไก๊ ได้ แย่ๆๆๆ คะแนนตก)
อู้หูย...นี่แสดงว่าพ่อหนุ่มประสบการณ์มากกว่าเจ๊อีก เจ๊ขอคารวะงามๆซักสามจอก ..ไอ้เข้าบ้านน่ะมันพูดง่ายนะพ่อหนุ่ม แต่เอาเข้าจริงๆน่ะมันไม่ง่ายนักหรอก ไม่เชื่อพ่อหนุ่มก็ลองพาเจ๊เข้าบ้านไปจ๊ะเอ๋กับหม่าม้าป่าป๊าดูสิ ถ้าเจ๊ไม่หน้าเขียวกลับมาก็ให้มันรู้กันไป ..ส่วนชวนไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสองตอนดึกน่ะ อูยยยย วันหลังเจ๊จะลองดูนะ ขอบคุณที่แนะนำ ว่าแต่มีแต่เจ๊อ่ะสิที่คอยมานั่งหลอกหนุ่มๆ หนุ่มๆมันไม่เคยชวนเจ๊ไปที่อย่างว่าเลยอ่ะดิ เพราะมันบอกว่า "ความมืดจะทำให้แยกเจ๊กับฉากหลังไม่ออก" หนอยยยยย...แค้นใจ!! แถมยังปล่อยให้เจ๊ต้องขึ้น BTS กลับบ้านทุกที๊เลย เฮ้อ...คิดว่าชอบนักเรอะรถไฟเนี่ย ขึ้นในลอนดอนซะจนเบื่อ..
ตอนนี้กำลังมีปัญหาคิดไม่ตกครับ พอดีต้องหากิจกรรมทำด้วยกัน ไม่ถนัดเลยครับ ปกติชอบอยู่กับเพื่อนๆมากกว่า ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว มีข้อแนะนำตอนอยู่กับเธอสองต่อสองมั้ยครับ เช่น พาเธอเที่ยว เดินซื้อของเช่น จตุจักร สยาม ต้องทำตัวอย่างไรดีครับ แนะนำหน่อยนะครับ ที่เคยเขียนไว้แนะนำแค่ ไปไหนบ้างแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดลึกๆเลยครับ ปฎิบัติไม่ได้
เอ๋า..ก็นึกว่าเรื่องเบสิค ฉลาดๆอย่างพ่อหนุ่มน่าจะคิดเอาได้ เอาเถอะเจ๊จะแนะให้ละกัน ว่าเวลาอยู่กับเธอสองต่อสองนะค้าเนี่ย อย่างแรกพ่อหนุ่มอย่าเดินแซงหน้า ราวกับว่าจะรีบไปรบในอิรักสิ เลิกซอยเท้าเร็วๆ ให้มันรู้ซะบ้างว่าสาวๆเค้าเดินช้าว่าตัวเอง เห็นหนุ่มๆใสซื่อแบบนี้แล้วเป็นงี้ทุกทีเลย เฮ้อ.. แล้วเจ๊จะบอกให้นะยิ่งเดินช้าเท่าไหร่เนี่ย เวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับเธอมันก็จะมีมากขึ้น ไม่ต้องสูญไปกับกับซอยเท้าป๊าบๆๆๆๆ ... แล้วพ่อหนุ่มก็ต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าเวลาเดินดูของช้อปปิ้งเนี่ย สาวเจ้าเธอมองอะไรเป็นพิเศษอ๊ะป่าว แล้วหาเรื่องคุยกับเธอเกี่ยวกับของที่เดินดูบ้าง ไม่ใช่มานั่งโม้ความเก่งของตัวเอง ความแปลกของเพื่อนบางคน หรือเรื่อง V12 AF อย่างเดียว! จำไว้นะเคอะ..พ่อหนุ่มจะต้องทำให้การเดทระหว่างพ่อหนุ่มกับสาวเจ้าที่ว่าดูน่าสนใจขึ้นมา ไม่ใช่เป็นเพียงการเดินให้สาวๆเธอเมื่อยเท้าเล่น เลยหมดเวลาไป 3 ชั่วโมงฟรีๆ ...อ่อ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวนะ... หากคนเดินกันเบียดๆก็หาโอกาสประคองเนื้อต้องตัวเธอบ้างมันก็ไม่เสียหายนะค้า...อิอิอิ! (ใครว่าสาวๆเค้าจะไม่ชอบ เจ๊คนนึงล่ะที่รอโอกาส ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
สุดท้าย ขอให้เจ๊วาว สุขภาพแข็งแรง สวยวันสวยคืน แฟนหลงโงหัวไม่ขึ้น ขอบคุณมากๆ ต่อไปหากมีความคืบหน้า จะมาอวด เอ้ยไม่ไช่ มาเล่านะครับ
ขอบคุณมากค่า ถึงแม้ว่าเจ๊จะสวยอยู่แล้วก็ตาม ยังไงก็ขอให้พ่อหนุ่มและกิ๊กหลงกันจนโงหัวไม่ขึ้นเช่นกัน ถ้าจีบกันสำเร็จเจ๊จะมอบรางวัลให้เป็นจูบ 1 ฟอด..
นาย ก. ย. ปล. บอกอ สนใจรับกิ๊กไว้พิจารณาอีกซักคนมั้ยครับ...
ต๊าย พ่อหนุ่ม ถามกันตรงๆแบบนี้ก็ยินดีค่ะ (ต่อหลังไมค์ค่ะ..หลังไมค์..)
ปล. 2 พาส V9 สู้ๆ...
เสียใจ เจ๊เชียร์โจ V12 ต่างหาก ป.ล. เจ้าของ blog ขอสงวนสิทธิ์ไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอันสืบเนื่องมาจากบทความนี้ บุคคล ตัวละครทั้งหมดที่อ้างถึงล้วนเป็นสิ่งสมมติขึ้นทั้งสิ้น ยกเว้น จดหมายจากแฟนคลับซึ่งเป็นของจริง
15 août Perfectionism and the Philosophy of Love (2)(ต่อจากตอนที่แล้ว) ชายหนุ่มคนนี้เป็นนิสิตคณะวิศวะ เขาเป็นหนึ่งในน้อยคนนักที่เรียนวิศวะแล้วจะมีมีความสนใจในด้านศิลปะและรักในละครเวทีอย่างมาก สาวในสเปคของเขาก็คือคนที่เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดอิสระและรักศิลปะเหมือนกัน หน้าตายังไงก็ได้ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว เขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งหน้าโรงละครเวทีแห่งนี้ ได้พูดคุยกัน แพรเป็นนิสิตคณะนิเทศ ทั้งๆที่พ่อแม่ของเธออยากจะให้เรียนหมอด้วยเกรด 4.00 ตอนมัธยมปลาย แต่เธอก็เลือกเรียนในสิ่งที่เธอรัก เธอชอบในละครเวทีและรักในศิลปะเหมือนกับเขา ทั้งคู่พบปะนัดเจอกันบ่อยขึ้น ในที่สุดชายหนุ่มก็หลงรักในความ ‘สมบูรณ์แบบ’ ของเธอ เขาสารภาพรักและทั้งสองก็ตกลงเป็นแฟนกัน แต่หลังจากคบได้เพียง 1 อาทิตย์ เขาพบว่าการนัดไปดูหนังครั้งนั้น เธอมาสายไปครึ่งชั่วโมง...แต่ก็ไม่เป็นไร หลังจากคบกันได้ 2 อาทิตย์ เขาก็พบว่าเธอทานอาหารไม่ค่อยเป็น กินได้ไม่กี่อย่าง กินอาหารเผ็ดไม่ได้...ไร้สาระน่า ไม่เกี่ยวกันซักหน่อย! หลังจากคบกันได้ 4 อาทิตย์ เขาพบว่า ด้วยความที่เป็นตัวของตัวเองสูงเกินไป ทำให้เพื่อนๆในคณะไม่ค่อยชอบเธอกันซักเท่าไหร่ เพราะเธอชอบพูดจาขวานผ่าซากใส่ เวลาวิจารณ์ใครๆ....ช่างหัวคนอื่นาปะไร หลังจากคบกันได้ 6 อาทิตย์ เขาก็พบว่า ถึงแม้เธอจะชอบดูละคร แต่เธอก็ไม่ได้ดูละครบ่อยอย่างที่เขาคิด เธอจะไปเฉพาะเวลาที่เธอว่างเท่านั้น แล้วเธอก็ไม่ค่อยว่างเสียด้วย....ไม่เป็นไรหรอกน่า เข้าใจ...เข้าใจ แต่... หลังจากคบกันได้ 7 อาทิตย์ เขาก็พบว่าที่เธอบอกว่าสนใจศิลปะน่ะ ใช่ แต่เธอวาดรูปไม่เป็นเลย....อ้าวเหรอ? หลังจากคบกันได้ 8 อาทิตย์ เขาชวนเธอไปดูละครเวทีเรื่องนั้น เธออึกอักไม่อยากไปดูเลยเพราะบอกว่ามีสอบ แต่ในที่สุดก็ต้องยอมไปด้วย แต่ระหว่างที่เขาขับรถไปโรงละครและเธอก็นั่งไปด้วยนั้น เธอก็หยิบตำราเรียนเข้ามาอ่านโดยที่ไม่สนใจอะไรอย่างอื่น...ในขณะที่เขาบอกให้เธอฟัง concerto ของ Bach ที่เขาเพิ่งซื้อมาใหม่ แม้ว่าเธอจะดีกับเขาทุกอย่าง แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่เขาต้องการ ไม่ใช่คนที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ เลย แต่หลังจากดูละครจบ เขาก็ขอเลิกกับเธอ
ถ้าเป็นคนปกติธรรมดา คนที่สวยและน่ารักอย่างสาวน้อยคนนี้ ที่ทั้งเรียนเก่งและนิสัยดี และมีความสนใจหลายๆอย่างตรงกัน ทุ่มเทให้กับแฟนตลอด ไม่เคยว่า ไม่เคยกล่าวอะไรเลย ไม่ว่าเขาจะทำอะไร หรือพูดขัดกับความคิดของเธอแค่ไหน จนคนทั่วไปอาจเรียกได้ว่าเป็นสาว perfect ที่ชายใดได้มาครอบครองถือว่าโชคดีไปตลอดชีวิต.. แต่หนุ่ม Perfectionist คนนี้ กลับบอกว่าเธอ “มีข้อบกพร่องเยอะเกินกว่าจะสามารถแก้ได้”
แล้วเมื่อไหร่ที่ Perfectionist จะมีความรักได้สักที? สิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ใช่การได้คบกับคนดีๆ ได้มีทางเลือกเยอะๆ แต่เป็น การได้เจอคนที่ถูกใจ 100% ในตอนนี้เลยต่างหาก ซึ่งตามหลักแล้ว...มันไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากมนุษย์เอง ที่มีอำนาจในการควบคุมตัวเองได้ ยังไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในสายตาของตัวเองเลย ทั้งๆที่ตัวเองก็สามารถรู้และพยายามแก้ไขได้ แล้วจะมีใครไปสมบูรณ์แบบได้ในสายตาของคนอื่นได้ล่ะ--ในเมื่อคุณอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าในสายตาคนอื่น คุณบกพร่องอย่างไรอีกบ้าง? แม้กระทั่งคำกล่าวที่ว่า “ความรักคือการเติมเต็มซึ่งกันและกัน” ถ้าพิจารณาดูแล้วนี่คือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะในโลกนี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะมีประชากรถึง 6 พันล้านคน ที่เป็นความหลากหลายของธรรมชาติถึง 6 พันล้านแบบ แต่เอาเข้าจริงแล้ว... ถ้ากล่าวในเชิงวิทยาศาสตร์ก็คงจะต้องบอกว่าถ้าคำนวณจากจำนวนยีนในมนุษย์ออกมาเป็นค่าความน่าจะเป็นแล้วล่ะก็ จุดบกพร่องของมนุษย์คนหนึ่ง ยากนักที่จะมีมนุษย์อีกเพียงแค่คนหนึ่งเท่านั้น มาเติมเต็มได้ เพราะส่วนที่เหลือนั้นถูกเติมเต็มโดยคนอื่นๆเช่นเพื่อนฝูงและพ่อแม่ไปแล้ว อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ จากจำนวน 6 พันล้านคนบนโลก คุณจะสามารถพบเจอได้กี่คนกันเชียวในตลอดชั่วชีวิตของคุณนั้น สรุปก็คือไม่มีซีกซ้ายหรือซีกขวาใดที่ประกบกันได้พอดีเด๊ะหรอก ก็เหมือนกับที่ Shel Silverstien ต้องการจะสื่อในหนังสือ The Missing Piece ว่าจริงๆแล้วคนที่จะเติมเต็มให้ตัวเราเองได้ ก็คือ ตัวเราเอง
แต่หากใครจะมาสรุปจากตรงนี้ว่า Perfectionism ไม่สามารถไปด้วยกันได้กับ ความรัก แล้วบอกว่าการที่คุณจะมีรักได้ คุณจะต้องลดความ Perfectionism ในตัวเองเสียก่อนล่ะก็...ขอบอกว่าคุณผิด! Perfectnism และปรัชญาแห่งความรักสามารถเป็นสิ่งที่คู่ขนาดกันได้.. เพียงแค่ว่า สิ่งที่ Perfectionist ต้องทำในเรื่องของความรัก นั้นไม่ใช่การค้นหาคนที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ เพราะคนแบบนั้น ไม่มีอยู่ในโลก ...ความใกล้ชิดสนิทสนม...สถานภาพ...กาลเวลา...และสิ่งแวดล้อม... สามารถทำให้คนที่คุณเคยคิดว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ นั้น...เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนไปจากความสมบูรณ์แบบนั้น ก็จะทำให้สิ่งนั้น หมดความสมบูรณ์ได้ แต่เป็นการพยายามค้นหาอีกสิ่งหนึ่งแทน นั่นก็คือ ‘ความรักที่สมบูรณ์แบบ’ ต่างหาก.. !
ไม่ใช่ว่าจะให้คุณไปตกหลุมรักใครก็ได้ แล้วก็พยายามเติมแต่งทุกอย่างให้สมบูรณ์กับคนที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากคุณ แต่ว่า..เชื่อเถอะว่าในโลกนี้มีหลายคนที่ใกล้เคียงกับความฝันของคุณ คนเหล่านั้นอาจเป็นคนที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเต็มร้อยในอย่างที่คุณต้องการ แต่หากเขาเป็นแค่ 80% ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว การเติมเต็มในอีก 20% สามารถทำได้ด้วยการลดความคาดหวังใน ‘ตัวของเขา’ และเพิ่มความคาดหวังใน ‘ความมั่นคงในรักของเรา’ แทน แล้วคุณก็จะเป็นได้ทั้งคนที่มีรักแท้และที่มีความสุขได้ในเวลาเดียวกัน!
เช้าวันรุ่งขึ้น... หญิงสาวตื่นขึ้นมาตาบวมจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืน เธอเดินไปที่หน้าประตูบ้าน และพบว่ามีดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่วางอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองและพบกับคนๆหนึ่งที่คุ้นหน้า.. “แพร” ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาเธอ ในขณะที่หญิงสาวพยายามหลบสายตา “คือ..เมื่อวานผมยังพูดไม่จบน่ะ... ผมจะบอกว่า คุณอาจจะไม่ใช่ ‘คนที่ใช่’ ในสายตาผม” เขาถอนหายใจ “...100% ...แต่ผมก็รักคุณมากในสิ่งที่คุณเป็น สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ทั้งคู่อมยิ้มอย่างมีความสุข แล้วชายหนุ่มก็ยื่นมือขวาเข้าไปโอบไหล่ของเธอ ...ในขณะที่ ถ้าคนดูสังเกตดีๆล่ะก็...ในมือซ้ายของเขานั้น มี Intania Time ฉบับนี้อยู่! (โอ้ววววว...)
ความสัมพันธ์ของความรักและ Perfectionism ก็เป็นเช่นนี้แหละ ว่าแต่ความสัมพันธ์ของความรักและความน้ำเน่าเนี่ย...มันเป็นยังไงเหรอ!?! 14 août Perfectionism and the Philosophy of Love (1)จาก วารสาร INTANIA TIME ของนิสิตคณะวิศวฯจุฬาฯ ฉบับพิเศษวันวาเลนไทน์ ปี 2004 by Vow แบบว่า..พอดีมีคนถามถึงเลยเอามาโพสท์
“แพร” ชายหนุ่มพูดขึ้นต่อหน้าหญิงสาว หลังจากทั้งสองไปดูละครเวทีที่เขาเป็นคนเอ่ยปากชวนเธอไปดูด้วยกันเสร็จ และกำลังจะร่ำลากันกลับบ้าน “ผมมีอะไรจะบอก” ฝ่ายหญิงทำหน้างงๆ แต่ก็อมยิ้มอยู่ในใจ วันนี้วันที่ 13 ก.พ. ..พรุ่งนี้ก็.. 14 ล่ะสินะ..“...คือว่า...” “อะไรคะ?” “คือว่า...คุณไม่ใช่ ‘คนที่ใช่’สำหรับผม...คือ”
หญิงสาวตกตะลึงไปชั่วครู่ น้ำตาของเธอคลอเบ้า เธอรีบวิ่งหนีออกไปโดยที่ไม่เหลียวหลังกลับมามองชายหนุ่มที่ตะโกนเรียกชื่อเธอตามหลังเลย ปล่อยให้เขายืนอยู่ตามลำพังด้วยอาการตะลึง หน้าโรงละครแห่งนั้น –สถานที่ที่ทั้งสองพบเจอกันเป็นครั้งแรก
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่คบกันได้ไม่เกินระยะเวลาเพียง 2 เดือน “เอาอีกแล้วหรือนี่เรา!” ชายหนุ่มรำพัน
PERFECTIONISM and the Philosophy of LOVE
หลายคนมักพูดอยู่เสมอว่า “รัก..ไม่มีเหตุผล” แต่ด้วยพัฒนาการทางด้านมันสมองของมนุษย์ให้ก้าวขึ้นมาถึงอารยธรรมขั้นนี้แล้ว เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่“ความรักนั้นไร้เหตุผล” ไปเสียทีเดียว อย่างน้อยวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ขีดเส้นเอาไว้ว่า เพศสัมพันธ์ มิได้มีแรงขับดันมาจาก ความต้องการ เพียงอย่างเดียว แล้วอะไรคือความรัก?...มันต่างกับความต้องการอย่างไร? หลายคนอาจจะบอกว่า “ความรักที่เต็มไปด้วยเหตุผลและเงื่อนไข นั้นไม่ใช่รักแท้” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ‘ความรัก’ นั้นคือส่วนประกอบอันหละหลวมที่ไม่มีกฎเกณฑ์อันตายตัวระหว่าง ‘ความรู้สึก’ และ ‘เหตุผล’ บางอย่าง...อย่างน้อย คงไม่ปฏิเสธหรอกใช่มั้ย ...ว่าคุณเลือกที่จะรักคนดีมากกว่าคนชั่ว..? ...หากแต่ว่า ‘ความรู้สึก’ นั้นเป็นส่วนครองครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของหัวใจคุณต่างหาก
แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ที่เราเรียกกันว่า ‘Perfectionist’ นั้น เหตุผลที่จะนำไปสู่ความลงตัว ‘สมบูรณ์แบบ’ นั้นคือพลังขับดันหลักให้พวกเขาก้าวไปสู่ความมั่นคงแห่งความรัก ใช่ว่าพวกเขาจะเริ่มรักใครด้วยอารมณ์ไม่เป็น...เพียงแต่การสานต่อของเขาต้องมาขาดตอน เพราะ ‘เหตุผลนานานับประการ’ ต่างหาก สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทั้งชายและหญิง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ชายหนุ่มมากกว่า Perfectionist คือคนที่ต้องการให้อะไรทุกอย่างออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะได้ด้านชีวิต..การเรียน..กิจกรรม จริงอยู่...ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยการกระทำหรือความคิดเจ้าตัวไม่เคยนึกมาก่อน คุณอาจจะพบว่าคุณเองก็เป็นหนึ่งใน perfectionist กับเขาได้เหมือนกัน เพราะคำๆนี้ไม่ได้แปลว่าพวกเขาคือ คนที่สมบูรณ์แบบหรอกนะ เพียงแต่ว่าจุดมุ่งหมายของเขา คือการทำทุกอย่างออกมาให้สมบูรณ์ต่างหาก และหากเขารู้ว่าสิ่งที่เขากำลังเริ่มทำอยู่นั้น มันไม่มีทางออกมาได้อย่างดีเลิศ เขาก็เลือกที่จะไม่ทำมันเสียดีกว่า
...แม้กระทั่งกับเรื่องของความรัก
เอาล่ะข้าพเจ้าจะจับ concept ของสองสิ่งนี้มาให้ดูกัน ว่าความสัมพันธ์ของไอเดีย Perfectionism กับเรื่องปรัชญาแห่งความรักนั้น มันเป็นอย่างไร และเป็นความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน หรือขัดแย้งกัน?
โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาความไม่ลงตัวในรักที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย และเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นหลังจากการเริ่มคบกัน ก็อาจส่งผลได้หลายทางกับคนทั่วไปคือ เลือกที่จะอยู่มากกว่าจาก เพราะผลดีของการอยู่ มันมากกว่าผลเสีย โดยที่จะแบ่งได้ออกเป็น 2 พวกก็คือ 1. ‘รักแท้ แต่ทุกข์’ ไม่ว่าเขาจะขาดตกบกพร่องในอะไรหลายๆอย่างและทำให้คุณขื่นขมเพียงใด ปัญหาก่อเกิด แต่คุณก็ยังยอมอยู่กับเขา...และจะรักเขาเพียงคนเดียวแบบไม่มีวันเปลี่ยนใจ เพราะความรักมันเหนือเหตุผล 2. ‘รักสุข แต่เทียม’ ในขณะที่อีกหลายๆคนไม่ได้ใส่ใจกับปัญหา เพราะกำลังคบกับเพศตรงข้ามโดยที่ไม้ได้ซีเรียส และพร้อมที่จะเดินจากไปทุกเมื่อหากพวกเขาพบเจอคนที่ถูกใจกว่า... เพราะความสุขมันอยู่เหนือเหตุผล
ความทรมานในด้านความรักของ Perfectionist นั้นต่างจากสองประเภทขั้นต้น และสิ่งนี้ก็เกิดจากการที่เหตุผลดันมาอยู่เหนือความรักและความสุขของพวกเขาแทน เหตุผลที่ว่านี้ก็คือ ‘ความรักที่มั่นคง’ที่พวกเขาต้องการ แม้จะเริ่มต้นความรักได้อย่างคนธรรมดาทั่วไป แต่เขาหรือเธอคนนี้ก็สามารถได้เลือกที่จะ ‘จบ’ ความรักที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างสวีทหวานจ๋อยลงได้อย่างดื้อๆเช่นเดียวกัน เพียงระยะเวลาไม่นาน ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ซีเรียสหรือจริงใจ....แต่ความซีเรียสจริงใจของพวกเขามันมีมากเกินไปต่างหาก!
เพราะหลักการของ Perfectionism ไม่ใช่เพียงแค่มองอะไรในระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่คนทั่วไปมองว่า ความรักคือการเสี่ยง Perfectionist มองว่าการเสี่ยง คือการทำร้ายทั้งตัวเองและฝ่ายตรงข้าม “ถ้านี่เป็นคนที่ ‘ไม่ใช่’ ของเราจริงๆ ยังไงสักวันก็คงจะต้องเลิก การเลิกตอนนี้อย่างน้อยก็เจ็บปวดน้อยกว่า” ในขณะที่หลายคนเมื่อความรักเริ่มต้นที่จะมีปัญหา ก็จะพยายามแก้ไข และเชื่อว่าในอนาคตต่อไปปัญหาก็จะน้อยลง แต่ Perfectionist นั้นกลับเชื่อว่า หากปัญหาเดิมๆนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองหรือสาม ปัญหานี้ไม่ได้มาจากความบกพร่อง (recklessness) หรือเกิดจากการสุ่ม (randomness) อีกต่อไปแล้ว แต่มันเกิดจากสัญชาตญาณ (instinct) ที่เป็นรากฝังลึกอยู่ในตัวของทั้งตัวเขาเอง และฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิดหรือการกระทำบางอย่าง ที่ยากที่จะเปลี่ยนแปลง และจะทำให้ทั้งสอง “ไม่มีวันเข้ากันได้” ในขณะที่ปัญหาที่เกิดขึ้นในรักนั้นสามารถแบ่งได้จากความรุนแรงที่ก่อเกิด ให้ออกเป็นหลายระดับ บางปัญหาอาจทำให้แตกหัก แต่ปัญหาเพียงเล็กน้อยบางอย่างสามารถแก้ได้โดยการกล่าวคำว่า ‘ขอโทษ’ และ ‘ไม่เป็นไร’ Perfectionist ให้น้ำหนักของปัญหาทั้งสองประเภทนี้...เท่าๆกัน เพราะพวกเขาถือว่า “การมาสาย 1 ชั่วโมงก็คือสาย ครึ่งชั่วโมงก็คือสาย แล้วทำไม 10 นาทีหรือ 1 นาที จะไม่เรียกว่าสายกันเล่า?” นี่เป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งเล็กๆน้อยๆมากวนใจคุณ Perfectionist และไปขัดกับกฎข้อแรกที่ว่า “ถ้าไม่ใช่...ยังไงก็ต้องเลิกอยู่ดี” และทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่กับใครได้นานๆเหมื่อนดังตัวอย่างของเราข้างบน (มีต่อ) 10 août วิธีจีบสาวขั้นศูนย์ (0) ซูเปอร์เบสิควันนี้มาขอแนะนำวิธีจีบสาวขั้นเบสิคสุดๆ เหมาะสำหรับ ชายหนุ่มที่ไม่เคยมีแฟน!
จากการสำรวจ..พบว่าเพื่อนผู้ชายกลุ่มสนิทของข้าพเจ้า กว่า 75% ยังไม่เคยมีแฟน (อิอิ...)
"ทำไมนายถึงไม่เคยมีแฟนอ่ะ.."
ชายใดเรียนจบมหาลัยแล้ว และโดนหญิงสาวซักไซร้เช่นนี้ ก็คงนึกแปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ก็ใช่ว่าทุกคนจะรักอิสระ หรือว่าจะไม่สนใจใครเสมอไปหรอกนะ ไอ้พวกที่ไม่สนน่ะ ก็ช่างมันเหอะ แต่ไอ้พวกที่กินแห้วกระป๋องเป็นอาหารหลักเนี่ย มันก็น่าจะมีสาเหตุบ้างแหละน่า เอาล่ะ เดี๋ยวจะร่ายให้ฟังว่าคุณควรจะทำอะไรบ้างเพื่อการสละโสด
1. ส่องกระจก: ชะโงกดูเงาตัวเองบ้างว่าสิ่งต่อไปนี้ ได้คะแนนเท่าไหร่เต็ม 10
การส่องกระจกมีประโยชน์อยู่ 2 อย่าง คือ
- ทำให้รู้ว่าเรามีดีที่ตรงไหน แล้วยกจุดนั้นขึ้นมาเป็นจุดเด่น (= มาเป็นตัวดูดสาว)
- ทำให้รู้ว่าเรามีดีแค่ไหน แล้วรู้จักประมาณตน ไม่หวังอะไรที่สูงจนเกินไป ..อืม ข้อนี้ผู้ชายหลายคนไม่เค้ย..ไม่เคยเข้าใจกันเล้ย.."ทำไมน้องเค้าไม่ชอบเราวะ" อ๊ะ แหม ถ้าไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์มาจากเพื่อนแล้วเนี่ย จู่ๆมาจู่โจมจีบทันที โดยที่ไม่เคยส่องกระจกมาก่อน ก็แห้วสำเร็จรูปอ่านะคะ
ส่องกระจก ต้องดูอะไรบ้าง?
1.1 หน้าตา: เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการจีบสาวก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มทุกคนที่จะจีบสาวสวยสำเร็จเนี่ยจะต้องหล่อเพอร์เฟ็ค ขาว ตี๋ สูงเสมอไปนะ เพราะ ผู้หญิงเลือกแฟนที่หน้าตาน้อยกว่าผู้ชาย (สังเกตว่าผู้หญิงสวยเยอะไปที่ควงกับหนุ่มหน้าตาธรรมดา) ดังนั้นหากคุณขาดในส่วนนี้ไปบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลใจ เพราะคุณอาจใช้อย่างอื่นมาชดเชยได้..ถ้ามี แต่หมายความว่าอย่างน้อยผู้หญิงเค้าจะมีมาตรฐาน minimum standard ของเค้าอยู่ โดยอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามซึ่งก็คือถ้าหน้าตาแย่กว่านี้ (ในสายตาเค้า) เค้าก็ไม่ไหวล่ะมั้ง.. ส่วนใหญ่จะเซ็ตไว้ที่ประมาณ 5 เต็ม 10 สำหรับผู้หญิงปกติ ในขณะที่ผู้หญิงสวยๆ ก็อาจจะเซ็ตไว้สูงกว่านั้นหน่อย แปลว่า ถ้าคุณก็ไม่ได้หน้าตาดี แต่ดันรึอาจไปหวังสาวที่เป็นดาวคณะเนี่ย ก็บอกเอาไว้เลยว่า "เหนื่อย" ผู้หญิงปกติธรรมดาก็มี ทำไมไม่รู้จักเอา หา!!!! เข้าใจมั้ย... เข้าใจมั้ย... ทีผู้ชายยังยอมรับไม่ได้กับสาวที่น้ำหนักเกินมาตรฐานเลย แล้วทำไมผู้หญิงจะเลือกบ้างไม่ได้ เอาเป็นว่าหากคุณหน้าตาต่ำกว่าระดับมาตรฐานแล้วคิดจะจีบสาวที่มีหนุ่มรายล้อมแล้วล่ะก็ คุณก็จะต้องใช้ข้อดีอย่างอื่นข้างล่างนี้มาชดเชย ...
วิธีส่องกระจกดูหน้าตาของตัวเองที่ดีที่สุด ก็คือการถามคนอื่น คนอื่นในที่นี้ควรเป็นเพื่อนผู้หญิงที่สนิทๆ หลายๆคน ห้ามถามผู้ชายเด็ดขาดเพราะคำตอบที่ได้มาจะไม่มีประโยชน์ (ถ้าไม่กล้าถามผู้หญิง ก็ฝากเพื่อนผู้ชายไปถามก็ได้เอ้า!) อย่าลืมว่าความชอบของคนเราต่างกัน หลายคนชอบผู้ชายตี๋ ขาว ผอม สูง สะอาด แต่ก็มีหลายคนที่ชอบแบบล่ำๆ คล้ๆ ดูนักกีฬา เซอร์ๆ มันขึ้นกับว่าสาวที่เราจีบนั้นชอบยังไง แต่ไม่ต้องสะเออะไปถามเธอตรงๆเลยนะเฟ้ย เพราะคุณจะกลายเป็นคนขาดความมั่นใจสุดๆในสายตาเค้า (แถมคำตอบที่ได้มาอาจทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอีกต่างหาก หุหุ..)
1.2 ความเก่ง: ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะหวังว่าผู้ชายที่จะมาเป็นแฟนจะต้องสามารถดูแลเธอได้บ้าง ดังนั้น "ความเก่ง" จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ผู้หญิงเลือก ไม่เว้นแม้แต่กับ ผู้หญิงที่แกร่งอยู่แล้ว เพราะเธอเหล่านั้นจะมอง "ความเก่ง" เป็นเรื่องของความท้าทาย ความน่าชื่นชม ดังนั้นผู้ชายที่จะมาเป็นแฟนของพวกเธอก็ไม่ควรจะเก่งน้อยกว่าเธอนัก (แม้ไม่ได้มี preference ว่าจะต้องเก่งเท่านี้ๆ ทำอะไรเป็นบ้าง ฯลฯ แต่ถ้าผู้หญิงต้องมาคอยช่วยแฟนตลอดเวลา เธอก็รู้สึกตะหงิดใจได้เหมือนกันอ่ะแหละ) แต่ก็อีกน่ะแหละ...ใช่ว่าคุณต้องฉลาดเลิศเลอ แต่อย่างน้อยคุณก็จะต้องผ่านมาตรฐานของเขา และความเก่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ความฉลาดในการเรียนเพียงอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ แต่รวมไปถึงความเก่งของการใช้ชีวิตอีกด้วย ความรู้รอบตัว ความสามารถในการเอาตัวรอด หรือกิจกรรม ก็นับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเอาแต่เนิร์ด (nerd) อย่างเดียวสาวใดจะใคร่อยากคบหา
1.3ความสามารถพิเศษ: กีฬา ดนตรี ศิลปะ ก็นับว่าเป็นความสามารถที่ผู้หญิงทั้งหลายจะตกหลุมรักเข้าง่ายๆ "ว้าย..เท่จังเลยค่ะพี่" (กรี๊ดๆๆอยู่ในใจ) อย่างกีฬานี่ก็แสดงถึงความแข็งแกร่ง ศิลปะก็แสดงถึงอารมณ์ ความอ่อนโยน ส่วนดนตรีก็ยิ่งมีทั้งความเท่ และอ่อนโยนได้ในตัวคนเดียวกัน ขึ้นกับว่าเล่นเพลงประเภทไหน สังเกตดูสิว่าเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนๆเป็นกลุ่มใหญ่เนี่ย หนุ่มไหนเล่นกีต้าร์ได้เท่ๆ มักจะมีสาวๆมารายล้อมคอยกรี๊ด ยิ่งมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง อะไรแบบเนี้ย โหยยยย...เท่จะตาย (ดังนั้นหากคุณเรียนไม่เก่ง กีฬาไม่ได้เรื่อง ศิลปะยิ่งเข้าไปใหญ่ ก็ ให้ลองไปหัดเล่นกีต้าร์ซะ เพื่อยกระดับความมีเสน่ห์ของตัวเอง) หรือถ้าทำอะไรไม่เป็นจริงๆก็ให้หัดร้องเพลง(ให้พอไม่ทำให้คนฟังหูแตก) คิดดูว่าถ้าไปร้องเกะกัน แล้วคุณไม่รู้จักซะกะเพลงเนี่ย เค้าเรียกว่าเชยแหลกนะยะ
1.4 ทุนทรัพย์: จริงๆแล้วไม่อยากเอ่ยถึงซักเท่าไหร่เลย เพราะว่าผู้หญิงดีๆมักจะไม่สนข้อนี้ แต่ในสังคมวัตถุนิยมเช่นปัจจุบัน ก็มีผู้หญิงหลายคนโหยหาเช่นกัน ถามว่าการมีเงินทำให้คุณดูดีขึ้นจริงมั้ย? มันก็แล้วแต่นิยมของใครล่ะ ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีผู้หญิงดีๆอีกมาที่จะตอบว่ามันไม่มีผลเลย แต่สำหรับบางคน หากคุณบ้านฐานะยากจนแล้วมาจีบเค้าซึ่งเป็นลูกเศรษฐีไฮโซล่ะก็...ยากนักที่เค้าจะตอบตกลงกับคุณ อย่างน้อยที่สุด ก็จะมีปัญหาในระยะยาวกับพ่อแม่ของเค้าล่ะ เอ๋า ไม่ต้องเครียด ก็หาผู้หญิงดีๆสิเออ
2. เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์: ภาพลักษณ์คือลักษณะที่สื่อออกมาสู่ภายนอกจากตัวคุณ มันอาจจะไม่ใช่ตัวตนจริงๆของเราก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่คนนอกมอง คนนอกในที่นี้อาจได้แก่ คนส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของสาวเจ้ามากที่สุด ก็คือ มุมมองของเพื่อนๆเธอที่มีต่อคุณ ..ผู้หญิงส่วนใหญ่นั้น "ฟังเพื่อน" ในเรื่องนี้ (แต่ก็น้อยกว่าผู้ชายนะ) เพราะภาพลักษณ์ของคุณก็จะส่งผลกระทบต่อเค้าโดยตรง หากเพื่อนๆของเค้ารู้ว่า เค้ามาเดทกับคุณ ไปกินข้าวด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน มันจะกลายเป็น "ว้าว วี้ดวิ่ว...!!" หรือว่า "คิดดีแล้วเหรอ?" มันก็ขึ้นกับคุณมีภาพลักษณ์เช่นใด หากภาพลักษณ์ของคนออกมาว่าคุณเป็น คนดี มีน้ำใจ ใจเย็น เก่ง รับผิดชอบ มีมนุษยสัมพันธ์ดี เทคแคร์ผู้หญิงดี หลักแหลม แถมยังหน้าตาดีอีก หญิงใดได้มาเป็นคู่จะต้องโชคดีไปตลอดชาติ แบบนั้นคุณก็สบายเลย ตรงกันข้ามหากภาพลักษณ์ของคุณเป็นพวก ปากหมา เห็นแก่ตัว เจ้าชู้ อารมณ์ร้าย ขี้โมโห ขาดความรับผิดชอบ เรียกได้ว่าใครได้เป็นเมียไอ้นี่คงจะซวยไปตลอดชาติ คุณก็ลำบากมากๆในการที่จะทำให้เธอคนเดียวคนนั้นเชื่อว่า "ผมไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆเค้าพูดกัน" ขอหยิบยกประเด็น FAQ แค่บางอย่างมาพูดก็แล้วกัน นั่นก็คือ
2.1 ความเจ้าชู้ ผลกระทบของภาพลักษณ์ความเจ้าชู้: แม้ว่าเธออาจจะไม่ใช่คนขี้หึง แต่การที่ผู้หญิงคนหนึ่ง (ซึ่งรู้สึกชอบผู้ชายคนหนึ่งมากๆ) จะตัดสินใจเรียกคนๆนั้นว่า "แฟน" ได้เต็มปากเต็มคำเนี่ย เค้าจะต้องมั่นใจก่อนว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ทื้งเค้า (ยกเว้น พวกเป็นกิ๊ก กั๊ก แควน ฯลฯ เล่นๆกัน อะไรก็ว่าไป) นี่คือค่านิยมของผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ที่จะถือความสัมพันธ์ขั้นแฟนว่าเป็นเรื่องซีเรียส (เมื่อเทียบกับฝรั่ง) ใช่ว่าคบกันเล่นๆไปก่อนก็ได้ มันจะไปชอบคนใหม่ก็ช่างหัว แต่จะซีเรียสมากน้อยก็ขึ้นกับบุคคล ดังนั้นถ้าสังเกตดู หลายคู่ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา มารับมาส่งกัน จนเป็นข่าวไปทั่ว แต่ปากก็อ้างว่า "ไม่ได้เป็นแฟน" นั่นก็หมายความว่าผู้หญิงเค้าอาจจะยังไม่แน่ใจ 100% ซึ่งเกินครึ่งแล้วก็มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ชายมีภาพลักษณ์เจ้าชู้ นั่นเอง... นั่นหมายความว่าผู้หญิงเค้าชอบแล้วนะ...แล้วคิดดู ถ้าเค้ายังไม่แม้แต่จะสนคุณด้วยเนี่ย มันไม่ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่หรือ.... "ผมเจ้าชู้ที่ไหน?": ผู้ชายหลายคนมักรู้สึกว่า "ผมไม่ได้เจ้าชู้ซักหน่อย ผมก็ชอบใครทีละคนนะแหละ ไม่เคยคิดนอกใจเธอด้วย" โอ้ โหยยยย ไอ้คำว่า "ชอบทีละคน" เนี่ย มันก็แปลได้ว่า "เปลี่ยนคนอยู่บ่อยๆ" ได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะหากคุณเป็นพวกลุย เวลาชอบใครก็ลุยจีบจนข่าวดังไปทั่วคณะ พูดง่ายๆคือ ชอบใครชาวบ้านเค้ารู้หมด ดังนั้นสมมติคุณจีบสาวปีละสองคนคน 4 ปีก็มี 8 คน คุณอาจจะมองว่าชอบตั้งคนละ 6-7 เดือน ก็มันแห้วหนิหว่าถึงได้เปลี่ยน แต่ในสายตาคนนอกเค้าไม่มองอย่างนั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่สนิท นานๆเจอที เจอทีไรก็เปลี่ยนคนที แบบนี้มันก็เลยดูเยอะ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆซึ่งอาจจะมีข่าวกับแค่คนๆเดียว (ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะชอบเยอะ แต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง) ให้รู้ไว้ว่าความเจ้าชู้ที่ผู้หญิงมองเนี่ย ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องคบหรือชอบสาวทีละหลายๆคนในเวลาเดียวกันซะเมื่อไหร่ มันรวมถึงการที่คุณเปลี่ยนคนชอบบ่อยๆอีกด้วย ดังนั้นเนี่ย...Tips ของ การลบข่าวความเจ้าชู้ก็คือ "อย่าให้มันเป็นข่าว" (ฟังแล้วอาจจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดารา แต่มันก็จริงอ่ะ ทอมครูซ คบกับ เพเนโลปี ตั้ง 3 ปี พวกเรายังรู้สึกว่า ทำไมรักๆเลิกๆเร็วจังเลย) จีบใครก็ไม่ใช่ว่าตาม..ตาม..ตาม..ป่าวประกาศ จนคนเค้ารู้ไปทั่ว ร้องไห้ฟูมฟาย ผมจะไม่รักใครนอกจากเธอ จนน้องฝน น้องเอ๋ น้องฝ้าย ก็กันรู้หมด...แต่แล้ว 3 เดือนถัดมา คุณก็มาจีบน้องฝน และตามด้วยน้องเอ๋ และน้องฝ้ายตามลำดับ อะไรแบบเนี้ย เค้าก็รู้แกวกันมาหมดแล้วมันก็เลยไม่เวิร์คไงล่ะ
2.2 ความแปลก คนรอบข้างข้าพเจ้า 80% ได้ชื่อว่าแปลก เราก็เลยมาเขียนเรื่อง"ความแปลก"กัน ความแปลกในที่นี้เป็นมุมมองของคนอื่นๆล้วนๆ เพราะคนที่แปลกจริงๆ มักจะมองตัวเองไม่ค่อยออกซักเท่าไหร่
ผลกระทบของความแปลก: มีอยู่ 2 ทาง คือบวกและลบ ผู้หญิงทั่วไปส่วนใหญ่มักอยากได้แฟนที่ปกติธรรมดา ไม่แปลกแยกออกจากชาวบ้านชาวเมือง ในขณะที่ก็จะมีผู้หญิงอีกหลายคน (ที่ "แปลก") ชอบคนแปลก เธอเหล่านั้นจะมองความแปลกว่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์และน่าสนใจ ผู้ชายเรียบร้อย เงียบๆ สุภาพ มันไม่สะใจพอ ต้องติ๊งต๊อง บ้าพลัง ไอเดียกระฉูด ถึงจะมองว่าน่าค้นหา ดังนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้หญิงที่คุณจีบนั้นเป็นแบบไหน? - ถ้าเธอชอบชายปกติธรรมดา แต่ว่าคุณดันแปลกเนี่ย มันก็มีอุปสรรคอยู่ เพราะเธอจะมองว่าการคบกับคุณจะทำให้เธอดูเป็นตัวประหลาดในกลุ่มเพื่อนของเธอไปด้วย คิดดูสิ ลองนึกถึงเพศตรงข้ามที่คุณว่าแปลกมากๆ ซักหนึ่งคนในคณะ (จินตนาการนึกหน้ามันเอาไว้) แล้วให้คิดว่า เราไปเดทกับมัน! โอ้โหย....ไม่อยากจะคิดเล้ย! ทีนี้ลองมองกลับกันดูสิ... ภาพลักษณ์มันเป็นอะไรที่แก้ได้ยากมาก แต่คุณก็ต้องพยายาม อย่างน้อยก็ทำให้ความคิดของเธอคนนั้น(และเพื่อนๆของเธอ) เปลี่ยนเป็นว่า คุณก็เป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่รักเธอเป็นเหมือนกันนะเฟ้ย เหอๆ (ยาก) - แต่ถ้าเธอชอบผู้ชายแปลก แต่คุณธรรมดาไปนี่สิ ..ต้องหาอะไรแปลกๆมา อันนี้ไม่ยากเท่าแบบแรก สร้างภาพลักษณ์ที่ unique ของตัวเองเข้าไว้ อันนี้หากมีปัญหามาปรึกษาคนเขียนได้เป็นการส่วนตัว เรื่องทำให้แปลกเนี่ย...ไม่ยากหรอก ฮ่า ฮ่า
สองสิ่งนี้ดูเหมือนว่าน้อยๆ แต่จริงๆแล้วมันก็สามารถครอบคลุมอะไรเยอะแยะมากมาย ทุกมุมมองของชีวิตคุณ และ เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เธอ "เริ่ม" หันมาสนใจคุณ 7 août วิธีทำใจจากการอกหักพูดถึงเรื่องการจีบสาวมาซะมาก จีบแบบโน้น จีบแบบนี้ แต่อันที่จริงแล้วนั้น การจีบก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนสองคนหันมารักกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันยังมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่ทำให้คนสองคนเข้ากันได้ ลักษณะนิสัย ความสนใจ โอกาสที่ได้อยู่ชิดใกล้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ การถูกใจ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนามธรรมที่สุด ดังนั้น "การจีบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม..ช่วยอะไรคุณไม่ได้ (แม้จะผ่านคอร์สจีบสาวกับผู้เขียนมาแล้วก็ตาม)
ผลที่ได้ก็คือ การอกหัก T_T
อกหักเป็นเรื่องธรรมชาติ คิดดูละกันว่าในโลกนี้มีคน 6,000 ล้านคุณ แต่คุณเองก็ยังเคยชอบสาวมาแค่ไม่กี่สิบคน คิดเป็น <0.000001% ดังนั้น Probability ที่ผู้หญิงคนนั้นจะมาชอบคุณมันก็คงไม่ต่างอะไรกันเท่าไหร่หรอก จริงมั้ย :P ส่วนคนที่คบกันเป็นแฟนแล้วเลิกรา ก็แหมคู่แท้มันก็มีได้แค่คนเดียวใน 6 พันล้านล่ะน่า ดังนั้นโอกาสมันยิ่งน้อยกว่านั้นเสียอีก หุหุ...ดังนั้นอกหักจึงเป็นธรรมชาติ ที่คนธรรมดาๆอย่างเราจะต้องเผชิญเสมอๆ ที่ไม่น่ามีอะไรจะมาต้องเสียใจกับมัน
แต่มันก็เสียใจนา...โอ๋ โอ๋ โอ๋
อ่า งั้นมาหาวิธีแก้อาการอกหักกัน
อย่างแรกที่ต้องทำก็คือ ถามตัวเองก่อนว่า คุณอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาต่อไปไหม
ถ้าตอบ ไม่ ให้ไปที่ข้อ 1
ถ้าตอบ ใช่ ให้ไปที่ข้อ 2
1. ไม่: วิธีนี้จะทำให้คุณตัดใจจากเธอได้สนิท และไม่กลับมาคิดถึงมันอีก แต่ว่าคุณอาจจะต้องเสียเพื่อนดีๆสักคนหนึ่งไป และเธอเองก็อาจจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าคุณ ซึ่งถ้าคุณรักเธอจริง..คุณอยากจะให้เธอเสียใจหรือเปล่า แต่หากการพบหน้ากันทำให้คุณทนไม่ไหว จะต้องกลับไปอาการหนักใหม่ การตัดใจก็จะเป็นการช่วยเหลือได้ในระยะยาว
ข้อจำกัด: สำหรับคนที่จำเป็นต้องเจอกันทุกวัน เช่น เรียนหรือทำงานอยู่ด้วยกัน แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลกันมันก็จะง่ายมาก
1.1 หลีกเลี่ยงการพบเจอ
- พยายามหลีกเลี่ยงการพบเจอให้ได้มากที่สุด เช่น เคยไปไหนมาไหนด้วยกันตอนกลางวันก็ไม่ต้องไป
- delete และ block ออกจาก msn จะได้ไม่เห็นแม้แต่ชื่อของเธอที่เป็นตัวหนังสือ และเผลอคุย
- ลบเบอร์ของเธอออกไปจากโทรศัพท์ ไม่ก็เปลี่ยนเป็นชื่อคนอื่นซะ แล้วก็ไม่ต้องโทร
- เลิกเขียน blog หรือ diary ถึงเธอซะที การพร่ำพรรณนาว่าเสียใจ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คุณเสียใจน้อยลง
- บอกเพื่อนว่า "ไม่ต้องถาม" ถึงเรื่องที่ผ่านมา เพราะคุณไม่ต้องการจะพูดถึงมันอีก เว้นแต่เพื่อนคนนั้นจะบอกคุณถึงความโชคดีของคุณที่สามารถหลุดออกมาจากห้วงของผู้หญิง/ผู้ชาย คนนั้นได้ซะที ซึ่งก็จะทำให้คุณยิ้มได้ :D
1.2 พบปะคนอื่น หรือทำกิจกรรมอื่นที่จะดึงดูดความสนใจของคุณไป
- ให้เวลากับเพื่อนๆ และพ่อแม่มากขึ้นกว่าเดิม
- กลับมาสนใจการเรียนบ้าง หลังจากที่ปล่อยให้ตกต่ำมานาน
- ถ้ายังว่างอยู่ ให้หางานพิเศษหรืองานอดิเรกทำ เช่น เล่นกีฬา อ่านหนังสือ แต่ห้ามทำอะไรที่คุณนึกถึงเธอ เช่น ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีที่ทำให้คุณ emotional มากเกินไป
- หาเหยื่อรายต่อไปแทน จริงๆแล้ววิธีนี้เป็นวิธีที่เวิร์คมาก เพราะเมื่อเหยื่อรายใหม่เข้ามา (ซึ่งไม่ได้แปลว่าคุณจะไปตกหลุมรักรายนั้นต่อ แต่ก็แค่ไปปิ๊งๆ หรือคลั่งเล็กน้อย) ก็จะทำให้คุณลืมเค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะวิธีคลั่งดารานักร้องอะไรแบบนั้นก็ได้ ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและหัวใจดี
2.ใช่: ซึ่งก็คือการที่คุณพยายามจะทำตัวเหมือนเดิม เพื่อรักษาความสัมพันธ์แบบเพื่อนไว้อยู่ วิธีนี้ไม่ง่าย แต่ถ้าทำได้คุณก็จะเก่งมาก วิธีทำก็คล้ายๆกับข้อ 1.2 ข้างบนนั่นแหละ ก็คือในขณะที่คุณก็ยังเป็นเพื่อนกับเค้าอยู่ คุณก็อาจจะให้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนคนอื่นมากขึ้น ซึ่งถ้าผู้หญิงเค้าไม่ได้สนิทกับคุณมากนัก มันก็โอเค แต่บางทีถ้าเกิดว่าเป็นเพื่อนที่สนิทมากๆ แล้วคุณห่างเหินออกไป เค้าอาจจะรู้สึกเสียใจมากๆ และมันก็จะไม่ดีกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้คุณต้องระลึกเอาไว้ว่า ผู้หญิงนั้นต่างจากผู้ชาย ตรงที่เธอสามารถเป็นเพื่อนกับคนที่เคยมารักเธอ คนที่เธอหักอก หรือแม้แต่คนมาหักอกเธอได้เสมอ ก็ให้คุณชั่งน้ำหนักดูว่า การใกล้ชิดให้ได้มากที่สุดระดับไหนที่จะไม่ทำให้คุณกลับมาคลุ้มคลั่งเรื่องเดิมต่อ แต่ก็อาจจะใช้วิธีแก้ปัญหาอื่นๆได้เช่น
- ในการสนทนาก็อย่าหลุดบทหวานออกมาให้เห็น เน้นบรรยากาศแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน
- อย่าไปหลุดพูดเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาแล้วอีก
- มองเรื่องในอดีตที่ช้ำๆให้กลายเป็นเรื่องฮาๆ และมองเรื่องนั้นในมุมมองของคนนอกแทน คืออย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องของเรา ให้คิดว่า เพื่อนเราคนนี้(เธอ)เคยคบกับใครสักคน..
- กิจกรรม จากที่ไปทำอะไรแบบที่คนรักกันเค้าทำกัน ก็เปลี่ยนเป็นกิจกรรมมันๆเน้นฮาๆ อะไรแบบนั้น หรือการไปกับคนหมู่มาก
- อย่าหึงเด็ดขาด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และแสดงความยินดีกับหนุ่มคนใหม่ของเธอ มองหนุ่มคนนั้นในแง่ดี และดีใจกับเธอที่มีคนดีๆมาดูแล
ฯลฯ
ซึ่งสิ่งนี้มันก็ต้องอาศัยระยะเวลา คุณอาจจะพบว่าระยะแรกๆนั้นคุณจะทำใจยากมาก แต่หลังๆก็อาจจะชินเอง เพราะเธอซึ่งอยากเป็นเพื่อนกับคุณอยู่ ก็จะพยายามช่วยคุณในเรื่องนี้ด้วย
ที่สำคัญจำเอาไว้ว่า:...หากคุณทำใจกับเธอได้แล้ว และเริ่มแคร์เธอน้อยลง (พูดง่ายๆคือ เลิกจีบแล้ว) จงปฏิบัติตนกับเธอเหมือนเดิม เคยไปกินข้าวกันก็ทำแบบนั้น เคยไปเที่ยวกันก็ทำแบบนั้น เพราะฉะนั้นคุณอาจจะสูญเสียเพื่อนที่ดีคนหนึ่งไปจริงๆ |
|
|