Profil de vowpailin::+::VoW'S LiFe LeSS OrD...PhotosBlogListesPlus Outils Aide

Blog


11 juin

Devon & Cornwall

เพิ่งไปเที่ยว Devon & Cornwall มา 5 วัน 4 คืน (มิน่า ถึงได้หายตัวไปจาก msn อิอิอิ...) เอารูปมาแปะให้ดูในแกลอรี่ ถ้าจะคลิกดูรูปขนาดใหญ่ก็กดไปที่หัว Photos นะขอรับ
 
เป็นครั้งที่สองที่ได้ลองใช้กล้อง D70S หลังจากที่ซื้อมา ^^'' นับว่าฝีมือพัฒนาขึ้นระดับหนึ่ง อย่างน้อยภาพก็ไม่เบลอ ฮ่าๆๆ
 
Devon & Cornwall อยู่ทางฝั่งตะวันตกของอังกฤษ ดังแผนที่ข้างล่างนะฮะ Cornwall คือแคว้นที่อยู่ปลายสุด ส่วน Devon คือส่วนที่ใกล้ลอนดอนเข้ามา
 
 
มีอะไร?
ก็เห็นๆอยู่ว่าติดทะเล ดังนั้นมันก็จะต้องมีทะเลอ่าสิ อิอิ แต่ว่าทะเลที่อังกฤษจะต่างจากเมืองไทย คือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหน้าผา อารมณ์ประมาณมิวสิควิดีโอของ Westlife หรือถ้ามีหาดก็จะมีเป็นบริเวณเล็กๆ หรือไม่ก็เป็นหาดกรวด (pebble beach) ไม่ใช่หาดทราย .. บริเวณปลายสุดด้านซ้ายที่เห็นคือ Land's End เป็นจุดตะวันตกที่สุดของเกาะอังกฤษ และจุดที่ใต้ที่สุดก็คือ Lizard Point ดังรูป
 
4 June
วันแรกออกเดินทางก็มีสี่หน่อ พี่พลับ (คนขับรถ) แจ๋ม (Navigator) วาว (ตัวเมารถ) และน้องยิ้ม (คนธรรมดา) ไปถึง Exeter ไปดู Cathedral และนอกนั้นก็ไม่มีอะไรทำแล้ว เนื่องจาก Exeter เป็นเมืองร้างมาก มีห้างอะไรมากมาย แต่ว่าปราศจากผู้คนเดินช้อปปิ้ง แต่เราก็ได้เสื้อบอล England มาหนึ่งตัวในราคาเพียง 8.99 ปอนด์ (ถูกสุดๆ)
 

Exeter Cathedral ขนาดเล็กกว่า Cathedral ทั่วไป และถูกเกลือทะเลกัดกร่อน

 
หลังจากนั้นก็ถูกหลอกไป Powderham Castle ปราสาทส่วนตัวของตระกูลอะไรสักอย่างที่อยู่ระหว่างทาง ที่เก็บค่าเข้าคนละ 8 ปอนด์ เว่อร์ดีมาก แถบไม่มี student discount อีก แต่ว่าดีอย่างที่มีสวนกวาง แล้วก็มีเลี้ยงม้า แพะ แกะ เอาไว้ ให้เราไปถ่ายรูป :D
ตกเย็นก็ไปนอนที่ Torquay ไปกินข้าวผับที่ไม่มีคน ช้าและอืดมาก แถมไม่อร่อย ส่วนที่พักก็เป็น backpackers' hostel ราคาคนละ 12 ปอนด์ ได้เหรียญอาบน้ำมาคนละเหรียญ อาบได้ 7 นาที
 
5 June
ตื่นเช้าไปเดิน Dartmoor National Park ถ้าใครเคยอ่าน Sherlock Holmes ก็จะจำได้ว่าที่นี่มีอยู่ในหนังสือ แจ๋มกับยิ้มก็สนุกสนานมากเนื่องจากเคยเรียน Geography ตอน A-levels ส่วนวาวก็งงๆ เดินหอบๆ ตามชาวบ้าน กว่าจะไปถึงยอดเขาก็แทบตาย ..ใช้เวลาเดินแถวๆ Dartmoor เกือบทั้งวันก่อนที่จะไป Plymouth เมืองที่ใหญ่ที่สุดของแถวนี้ มีความเจริญมากมาย และเป็นเมืองท่าที่สำคัญมากๆ แห่งหนึ่ง
 

ท่าเรือของ Plymouth

 
หนูบอยมาโผล่ที่ Plymouth โดยรถไฟเนื่องจากมีธุระต้องทำในวันแรก หนูบอยมาพร้อมกับคอมหนึ่งเครื่อง ทำให้เราได้ดู X-Men III ที่โหลดมาในตอนกลางคืน
 
6 June
ไป Eden Project ลูกบอลกลมๆ ที่เป็น Green House เอาไว้ปลูกพืช มีอยู่ในหนังเจมส์ บอนด์ตอน Die Another Day ฉากที่เป็น Iceland น่ะแหละ ลองไปหามาดู มันก็น่าตื่นเต้นดีอ่านะ ถ้าเราเป็นคนอังกฤษ เผอิญว่าเรามาจากไทยแลนด์ และมันก็มีพืชเมืองร้อนเต็มไปหมด ก็เลยสงสัยว่า "ต้นกล้วยนี่มันน่าตื่นเต้นยังไงหว่า?" ค่าเข้า 7 ปอนด์สำหรับนักเรียน แต่พี่พลับแก่แล้ว เลยจ่าย 14 ปอนด์ (ไม่คุ้มอย่างยื่ง) ส่วนหนูบอยปลอมเป็นเด็กอายุ 16 เลยจ่ายแค่ 5 ปอนด์ ฮ่าๆๆๆ
 
Eden Project จากมุมสูง 
 
จากนั้นก็ไป Lizard Point จุดใต้ที่สุดของอังกฤษ แล้วก็ไปพักที่เมือง Penzance พร้อมกับพบเจ้าของบ้าน B&B ที่ประหลาดๆ หน้าตาเหมือน Christopher Handerson (ตัวร้ายใน 24 ภาค 5) มาก
 
7 June 
ไป Land's End จุดตะวันตกที่สุดของอังกฤษ เป็นหน้าผาที่มีนกนางนวลบินไปบินมา แล้วจากนั้นก็ไปเดินๆริมทะเลที่ St.Ives หาดที่ค่อยดูเป็นหาดหน่อย และดูเหมือนจะสวยที่สุดในอังกฤษ มีสาวๆ นอนอาบแดดด้วย ปาปารัสซี่อย่างเราก็ต้องแอบใช้ long lens ซูมเข้าไปหน่อย เอิ๊กๆๆ แจ๋มอยากว่ายน้ำมาก ถ้ามีบิกินี่ขายแถวนั้นป่านนี้คุณเธอลงไปว่ายน้ำแล้ว
 
ตกเย็นไปนอนที่เมือง Truro เจอเจ้าของบ้านประหลาดอีกแล้ว friendly ผิดปกติเกิน
 
8 June
ได้เวลากลับ ก่อนกลับก็ไปเดินเล่นแถวๆ ทะเลเมือง Newquay เล็กน้อย ให้เวลาแจ๋มมี่ได้หาหอยแมลงภู่ที่ตั้งใจจะเอามาต้มกิน แต่แล้วก็สงสารมันก็เลยต้องปล่อยมันลงทะเลไปอีกครั้งหนึ่ง ^^'  หลังจากนั้นก็ขับรถ 6 ชั่วโมงรวดมาถึงลอนดอน เหนื่อยแทบอ้วก
 
21 avril

Summer Plan

ยังไม่ทันไรก็วางแผนเที่ยวซะแล้ว - -'' แบบว่าพ่อ พี่ออม แล้วก็ป้าตุ๊กตาจะมางานรับปริญญาแล้วก็พาพี่ออมไปเรียนที่ลีดส์
 
16-18 July: 3 nights in London
 
จะไปอะไรที่วาวไม่เคยเข้าบ้างนะ
-  Kensington Palace (วังแถวๆ Hyde Park) --> มะเคยไปเหยียบเลย
- Shakespeare Globe Theatre (โรงละครของ Shakespeare) --> ไม่เคยเข้าส่วนที่เป็น exhibition เคยเข้าแต่ตัวโรงละคร ไปดูละครที่ดูไม่รู้เรื่องมากๆ
- Tower Bridge Exhibition (สะพานที่สวยที่สุดในโลก) --> ไม่เคยเข้าส่วน exhibition เหมือนกัน แพง
- Temple Church (ดาวินชี่ โค้ด ทัวร์) --> แหะๆ น่าอับอายมาก อยู่ติด King's แท้ๆ
- St.Pauls Cathedral (วิหารที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน) --> เคยเข้าแบบฟรีอ่ะ วันอาทิตย์มีสวนมนต์
- Night River Boat (นั่งเรือล่องแม่น้ำเธมส์)  --> อันนี้เคยแล้วแต่เอาอีก
จริงๆอยากเข้าข้างใน Buckingham Palace แต่มันยังไม่เปิดอ่ะ เปิดสิงหา..แงๆๆ..
 

Tower Bridge ยกเปิดได้ด้วยแหละ ไว้ให้เรือใหญ่ผ่านสมัยก่อน

 

19-21 July: 2 nights in Edinburgh
- Edinburgh Castle (ปราสาทเก่าแก่) --> เคยไปเมื่อ 7 ปีก่อน
- Holyrood Palace (วังของควีนที่สก็อตแลนด์)
- Ocean Terminal (ท่าเรือติด northsea)
- Rosslyn Chapel (ดาวินชี่ โค้ด ทัวร์อีกนะฮะ)
- Scottish Parliament --> ความสนใจส่วนตัว
 

Edinburgh Castle ยามค่ำคืน...หงิงๆๆ

 
22 July: ขับรถเที่ยวแถวๆ West England & Wales
- Stonehenge --> น่าอับอาย อยู่มาห้าปีแล้วยังไม่เคยไปเลย
- Bath --> ไปใช้ British Heritage Pass ให้คุ้มๆ เพราะแพงดี
- Cardiff Castle --> เคยไปสองรอบแต่ไม่เคยเข้า
 

Stonehenge ...ภาพนี้สวยจังเลย เค้าถ่ายยังไงหว่า ไม่ให้เห็นรั้ว ^^'' (จริงๆมันมีรั้วอ่ะ)

 

23 July: Oxford
- Newport --> ท่าเรือของเวลส์
- Blenheim Palace --> วังอะไรสักอย่าง ค่าเข้าสุดแพง มันน่าจะมีอะไรดีบ้างเนอะ
- Oxford --> ไปเป็นรอบที่สิบ -_-'
 

มหาลัยอ็อกฟอร์ดจากมุมเฮลิคอปเตอร์...

 
24-26 July: Leeds & Back to Thailand
- Leeds --> ไม่มีอะไรทำนอกจากช้อปปิ้ง :D
- York --> ออกไปเล่นๆ แก้เบื่อ
- กลับไทย... ถึงกรุงเทพวันที่ 27 July นะคะ รีบๆจองคิวผ่านเอเย่นต์กันได้แล้ว คราวนี้อยู่ไม่นาน คิวเต็มง่ายค่ะ
 
โอ้ summer สุดท้ายแล้ว ที่จะมีเวลาว่าง T_T
22 février

Samaggi Games Review

สามัคคีเกม ณ เรดดิ้ง ... http://samaggi.blogspot.com

ก๊อปงานเขียนตัวเองอีกละ...ผิดมั้ย...

 


Above: UCL vs Birmingham Cheerleaders, we can't decide who is prettier...

At last! Samaggi Games has passed with all joys and funs we had there.
It was the best Samaggi Games ever, I can say. The reason was that we were all TIRED. Yeah, although I didn't play any sport because I spent most of my time organising the event and keeping an eye on CHAIRBALL, it was absolutely exhausting.

Samaggi Games was held at BRADFIELD COLLEGE, Reading. The reason why we needed to use their place was because of the sport facilities. At first, we wanted to hold it in LONDON, where most of Samaggi people are based. However, as you all know well how London colleges' facilities are like - scattering into every directions of London... Samaggi decided to co-host it with Reading, who suggested that we rented the venue for a day. The cost was massive, and that's why Samaggi has to collect "one" pound from each of the participants and tried very hard to get sponsorship from many contributors. Thanks to Western Union, J'Meoy, Shark, Singha and so on...


Above: Manchester's Garfield and delicious food outside

The event started at 9am. The delays of buses and trains were so unpredictable so Samaggi decided not to have the opening ceremony and start the games at the correct time in order to prevent the whole event from ending too late. But it all went well! I didn't know much how other sports were doing, but at CHAIRBALL, we all had a great time in such cold and windy weather. Thanks to Yim and Proud and other volunteers from READING UNI who were dedicating themselves for it. We matches went on until almost 12... I couldn't find any of my Uni friends and my Orange phone had absolutely no signal - -''.. I couldn't contact anyone..so I decided to go and get somethnig to eat...


Above: Sheffield Sepak-Takraw team and a furious badminton match..

The food was absolutely delicious and there were plenty of food for us to choose. That's the benefit of working for Samaggi...hehe.. we all get a free meal :P (Next year, join us if u want!) While I was having lunch, other Samaggi staffs, especially P'Nine (our lovely sport rep) as well as Pruet, Bo, Gee, Tong and so many others not mentioned here were still working, answering people's questions, selling Samaggi Nite tickets, controlling the matches - oh my god, I don't know what to say... you guys were absolutely fabulous! Here's the atmosphere of Samaggi Games!!!


Leeds was putting so much effort into this, while KCL people were watching the game and relax...


Chairball in New Gym (at last, it's indoor!!) and tennis...


Samaggi staffs are working as well as enjoying free food...


The President's visit to Thai Soc and the Information Desk at the Old Gym

All matches ended before 5pm with football as the last sport to finish. Dear, dear....the New Gym was full of trashes and unwanted plastic bottles.. So I and some other people in that area had to clean up.. Thanks for plastic bags from Oxford! We found lots of interesting things there such as a bunch of bananas, 40 sandwiches, and Brandname trainers :) Finally, the New Gym was clean enough for people to sit in rows as uni, waiting for the CLOSING CEREMONY.



At the closing ceremony, we welcomed the Thai Ambassdor and his wife, and the Vice-Councellor of the Office of Educational Affairs of the Royal Thai Embassy to present the medals to all winners.



Nottingham won most gold medals for second time in a row! Birmingham, other other hand, won the Cheerleading trophy with stunningly loud supports. Other teams were all joyful despite winning a few medals because that's not actually the ultimate purpose of the game... Me? I was walking around taking more and more photographs... That's the end of the story.. What a wonderful day!! Looking forward to NEXT YEAR's....!!!!
30 décembre

Egypt: Luxor - the New Kingdom

หลังจากไปช้อปปิ้งมาอีกระลอก ก็กลับมาเล่าเรื่องอียิปต์ต่อ
 
จากบล็อคที่แล้วมีคนถามมาว่า "ทำไมวาวมีรองเท้าน้อยจัง" เอ่อ ก็ไม่รู้จะตอบไงดี เอาเป็นว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เจ้าสำอางค์เค้าก็มีกันเท่านี้แหละคุณ (จริงมะ?) ไม่ใช่เพราะว่าเค้าไม่อยากหล่อกันนะ อยากหล่ออ่ะอยาก แต่แบบไม่รู้ว่าจะใส่แบบไหนดี แถมเปลืองตังค์อีกต่างหาก เอาเงินไปซื้อ DVD-RW Drive มาใส่ laptop ดีกว่า เพราะซื้อมาก็ใส่แต่คู่โปรดคู่เดิม แล้วอีกอย่างก็ไม่ได้จะไปใส่ล่อตาล่อใจใคร แฟนก็มีอยู่แล้วไม่ต้องหาใหม่ (ฮา..)..สรุปได้ว่า "can't be bothered" นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชายแตกต่างจากผู้หญิง ซึ่งไม่แคร์ว่าชั้นจะเสียเวลาขนาดไหนกับการแต่งหน้า ทำผม ขอให้ได้สวยไว้ก่อน
 
เอ่อ วาวก็อาการเดียวกันอ่ะ นิสัยด้านการแต่งตัวเหมือนผู้ชายเด๊ะๆ จนล่าสุดมีคนบอกว่า หน้าเหมือนหมีแพนด้าขึ้นทุกวันแล้ว คราวนี้เป็นหมีแก่ด้วยไม่ใช่ลูกหมี ก็เลยได้ฤกษ์หาซื้อครีมทารอบดวงตามาจาก bodyshop อ่อ มัน sale น่ะ ถ้าไม่ sale ก็ไม่ซื้อร้อก....
 
ว่าแต่ซื้อมาแล้วเราจะใช้เหรอ ครีมทาหน้า ยังขี้เกียจใช้เลย (อย่าว่าแต่แต่งหน้าเลยเจ้าพ่อคู้ณ...)
 
เอ๋า แล้วมันเกี่ยวกับอียิปต์ตรงไหน ..อ๋อ ก็ตอนไปอียิปต์วาวก็เลยพกของใช้ส่วนตัวไปไม่กี่อย่าง (พยายามโยงเข้าเรื่องให้จนได้) ได้แก่
1. แปรงสีฟัน
2. ตลับคอนแทคเลนส์
3. น้ำยาคอนแทคเลนส์
4. หวี
ยาสีฟัน, โฟมล้างหน้า, สบู่, แชมพู, ครีมนวด --> จิ๊กพี่พลับใช้ อุอุ..
ไม่ต้องมีครีมทาหน้า ทาตา ทาตัว ทามือ แป้ง รองพื้น อายชาโดว มาสคาร่า ลิปติก... - -''
สำหรับที่ๆเหลือในกระเป๋าก็เอาไว้พก Dan Brown กะ.. (ไม่อยากบอกเล้ย..) Jurisprudence ไปอ่าน (หนังสือเรียนกฎหมายน่ะคุณ) .. แบบว่าประสบการณ์ทริปที่แล้วที่เบลเยี่ยม มันบอกว่า ตอนกลางคืนค่อนข้างน่าเบื่อมาก ไม่มีอะไรทำ อยู่ในห้องโรงแรมก็มีแต่ทีวีภาษาฟังไม่รู้เรื่องดู...
 
เออ ให้มันได้อย่างงี้สิชั้น (บอกความลับชาวบ้านเค้าไปหมดแล้ว ธ่อๆๆ อย่างงี้หนุ่มที่ไหนเค้าจะมาหลงล่ะเนี่ย ผู้หญิงลุยๆ+เนิร์ดๆอย่างเงี้ย)
 
แต่รู้มั้ยว่ามันคือข้อดี เพราะรถไฟตู้นอนของเรากำหนดการจะถึงเมือง Luxor ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำไนล์ตอนใต้ของ Cairo เวลาตี 5! และมันก็ไม่ใช่สถานีปลายทางด้วย ดังนั้นต้องรีบๆลง จะเอ้อระเหยไม่ได้..
 
..แปลว่าจะต้องตื่นตี 4 ล่ะสินะ เพราะเค้าจะเสิร์ฟข้าวเช้าตอน 4.30 ด้วย ...เห็นมั้ย ถ้าเป็นสาวรักสวยรักงามก็คงจะต้องตื่นตี 3 มาแต่งหน้าไปแล้ว
 
DAY 3: Luxor, East Bank
 
แล้วแล้วเช้าวันที่ 3 ในอียิปต์เราก็แหกตาตื่นตี 4 มาจนได้ เป็นหมีแพนด้าตาเคย พอตี 5 ไปถึงสถานีรถไฟเราก็รีบลง และพบว่า...ชาวอียิปต์นี่ขยันกันอีกแล้ววววววว...!!! ขยันมากวนเราตั้งแต่ตี 5 ..แบบก้าวเท้าลงจากรถไฟปุ๊บ.. "taxi? taxi? my friend, where do you want to go? Tutotel Hotel? 20 pounds only!!" ตีนสิแก อยู่ใกล้แค่เนี้ย
 
ในที่สุดเราก็เดินไปโรงแรม พร้อมกับฝรั่งกลุ่มใหญ่ที่อาศัยวิธีเดินเหมือนกัน ก็มันไม่ได้ไกลมาก แค่ 15 นาทีเดิน แล้วอีกอย่างเราก็มีเวลาเหลือเฟือก่อนที่สถานที่ท่องเที่ยวมันจะเปิด
 
ไปถึง Tutotel Hotel ปุ๊บ ก็เฮ้ย..ทำไมมืดเงี้ยว้า.. ปิดป่าวเนี่ย แล้วจะทำไง ..แต่จู่ๆก็มีคนอียิปต์ใจดี (คนแรกของประเทศ) เข้ามาเปิดประตูให้ บอกว่ามันต้องกดปุ่มนี้ก่อนถึงจะเปิดได้ แล้วก็เดินจากไปโดยไม่ทวงทิป!! (โอ้วววว....พระเจ้าช่วย เป็นไปได้ไงเนี่ย) เข้าไปถึงเราก็พบว่า Manager ของโรงแรมกำลังนอนหลับคา lobby แต่เค้าก็ใจดีให้เช็คอินเข้าห้องไปก่อน พอถึงเตียงปุ๊บเราก็สลบทันใด ตื่นมาอีกทีก็พบว่า 7 โมงครึ่งแล้ว แว้กกกกก....
 
ก็เลยเพิ่งเริ่มออกเดินทางไป Luxor Temple ที่สร้างสมัยยุคอาณาจักรใหม่ของอียิปต์กำลังรุ่งเรือง ซึ่งก็คือสมัยราชวงค์ที่ 18-20 ของอียิปต์ หรือราวๆ 1000 ปีก่อนคริสต์กาล  หากใครนึกไม่ออกว่าเป็นยุคไหน ก็ขอให้นึกถึงการ์ตูนเรื่องแรกสุดของ DreamWorks เรื่อง The Prince of Egypt ที่เป็นเรื่องราวระหว่าง โมเสส ศาสดาแห่งศาสนายิวกับ ฟาโรห์ราเมเสสที่สอง ของอียิปต์ อันเป็นช่วงที่อาณาจักรฟาโรห์แผ่ขยายไปไกลมาก และมีการเกณฑ์แรงงานทาสมาสร้างโน่นสร้างนี่เต็มไปหมด (จนเป็นเหตุให้โมเสสต้องพาคนข้ามทะเลแดงไปปลดปล่อยที่ดินแดนแห่งพันธะสัญญา)
 
Luxor Temple จึงเต็มไปด้วยรูปหินสลักขนาดมหึมาของ Rameses II เต็มไปหมด อันนี้เป็นอันที่ตั้งอยู่ด้านหน้ามีขนาดใหญ่มากๆ ด้านในยังมีอีกเพียบ เรียงกันเป็นตับเลย
 
 
เสาแต่ละต้นของที่นี่ขนาดมหึมามากๆ บ้างก็ยังคงมีร่องรอยการแกะสลักเป็นศิลปะแบบอียิปต์ให้ได้เห็นกันอยู่
 
ตกกลางวันก็ไม่มีอะไรกิน ร้าน Chicken Hut ที่เขียนไว้ใน Lonely Planet ว่าเป็น Quick Eat ก็กลับกลายเป็นคล้ายๆรถเข็นขายของซะงั้น ด้วยความที่หิวโหยอยากกินอาหารนอกจากอาหารอาหรับบ้าง ก็เลยลงทุนเดินไปถึงโรงแรมอะไรสักอย่างที่มันมีเขียนบอกไว้ว่า มีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่  แต่ปรากฏไปถึงก็พบว่ามันไม่เปิดตอนกลางวัน ก็เลยต้องมานั่งกินพาสต้า ราคาอังกฤษแทน T_T หมดไป 100 LE หรือราวๆ 700 กว่าบาท มีพาสต้าธรรมดากับแซลมอนรมควันเท่านั้นน่ะ ทำเองก็ได้ฟะแบบเนี้ย
 
ตอนบ่ายก็นัดกับพี่แพร ที่เป็นนักเรียนทุนอนันท์มาอยู่ UCL กับน้องของเขา ไปเที่ยว Karnak Temple ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือกัน แต่เดิมที่แล้วระหว่าง Luxor Temple กับ Karnak Temple นี้จะมีรูปปั้นสฟิงค์เรียงราวเชื่อมต่อกันเลยทีเดียว แต่ว่าปัจจุบันนี้ถูกทำลายออกไปสร้างบ้าน สร้างถนน กันหมดแล้ว ตรงที่อยู่ติดกับ Luxor Temple สฟิงค์ก็จะเป็นหัวฟาโรห์ธรรมดา แต่ส่วนที่อยู่ติดกับ Karnak Temple นั้นจะเป็นรูปหัวแกะ  ทำไมต้องเป็นแกะ? จากการสันนิษฐานโดยวาวไพลิน แห่ง king's college london (อีกแล้ว) คาดว่า แกะที่นี้มาจากสัญลักษณ์ของเทพเจ้า Ra ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ แต่อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะฮะ ยังไม่ได้ไปค้นดูเลย ใครทราบก็บอกด้วยละกัน
 
แกะน้อยเรียงรายกันเป็นกิโล แต่ปัจจุบันเหลือแค่ไม่กี่สิบตัวเท่านั้น
 
ตกเย็นทนไม่ไหวอีกแล้ว ไปกินอาหารจีนที่โรงแรม - -'' เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดนับแต่มาเยือนอียิปต์ แม้ว่าจะเป็นอาหารจีนแบบแขกๆ ก็ตาม ...และแล้วคืนนั้นก็ไม่ได้นอนเต็มอิ่มอีกซะเท่าไหร่ เนื่องจากจองทัวร์เอาไว้สำหรับการไปเที่ยว Westbank หรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์สำหรับวันรุ่งขึ้น แบบว่าอารมณ์อยากมีไกด์บ้าง ก็เลยต้องตื่น 6.45 เพราะว่าเค้าจะมารับ 8 โมงตรง แล้วเราก็ต้องไปกินอาหารเช้าก่อนซะด้วย ^^'
 
DAY 4: Luxor's Westbank
 
และแล้วการมีไกด์ก็ไม่ได้สนุกอย่างที่คิด ด้วยความที่เราเป็นเด็กไม่ชอบอยู่ในกรอบ วิ่งเล่นไปไหนก็ไม่ได้ ต้องเดินตามเส้นทางเค้าตลอดเวลา แถมพอมีไกด์ปุ๊บคุณก็ไม่ได้ดูแผนที่เอง กลับมาก็เลยจำอะไรไม่ค่อยได้ จำได้แค่ว่าได้ไป
 
1. Valley of the Kings ที่ฝังศพฟาโรห์ต่างๆ อยู่ท่ามกลางหุบเขา เข้าไปดูหลุมของ Rameses III, IV และ IX ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณไกด์ (ที่เรียนจบโท โบราณคดีเชียวนะ) ถึงพาเข้าไป 3 หลุมนี้ ทั้งๆที่ไกด์บุ๊คแต่ละเล่มบอกว่า ให้ไปหลุมอื่นดีกว่า สวยกว่า
2. Tomb of Nobles จำได้แค่ว่าแดดร้อนมาก แล้วไกด์ก็ให้ยืนฟังอยู่นั่น จนหอบไปเลย
3. Valley of the Queens ..หลุมของ Nefertari ปิดซ่อมบำรุงอ่ะ ก็เลยได้เข้าไปดูอะไรสักอย่างที่มีโครงกระดูกเด็ก fetus อายุ 6 เดือนด้วย
 
เห็นมั้ย จำอะไรไม่ได้จริงๆ - -'
ตกบ่ายก็เลยมาล่องเรือ felucca ล่องไปทางใต้ของแม่น้ำไนล์เล่นๆ ..แล้วก็พบว่าเป็นการล่องเรือที่น่าเบื่อที่สุดในโลก คือมันเป็นเรือใบน่ะ แล้วมันก็แล่นได้ช้ามากๆ ลมก็ไม่มี แถมไอ้เด็กเจ้าของเรือมันยังขี้หลีอีก วิวสองข้างทางก็ไม่มีอะไรมากนอกจากพื้นที่ชนบท ที่มีการทำนา ทำเกษตรกัน ..สำหรับฝรั่งมันก็อาจจะตื่นเต้นละมั้ง..
 

นั่งอยู่ตั้งแต่บ่ายสามยันพระอาทิตย์ตกดิน .. แทบจะรากงอก แหะ แหะ...แถมตอนขากลับลมมันไม่มีเลย เลยถูกเด็กเจ้าของเรือใช้แรงงาน ให้ช่วยพายกันกลับท่า ฮ่าๆๆ ส่วนลดก็ไม่ได้

 
และแล้วคืนวันนั้นก็นอนบนรถไฟอีกตามเคย เพื่อมุ่งเหนือขึ้นผ่าน Cairo ไปยังเมืองท่า Alexandria ....
25 décembre

Egypt: Cairo - chaos!

เอาล่ะมาเล่าเรื่องกันดีกว่า มีเสียงเรียกร้องเยอะจนทนไม่ไหว ...มีคนถามว่า "ไม่สนุกเหรอ" หึหึ..จะเล่าให้ฟังว่าสนุกไม่สนุก
 
วันที่ออกเดินทางมันคือวันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค. โดยที่ตั๋วเครื่องบินบอกเวลาบินว่า 6 โมงเช้า!
..ว่าแล้วก็นึกประณามตัวเองที่จองตั๋วไปเวลานั้น - -'' อารมณ์ประมาณว่าไม่อยากไปถึงที่นั่นตอนที่มันมืดๆ ก็เลยต้องถ่างตาแทน สมน้ำหน้าตัวเองเล็กน้อย
 
6 โมง ...แล้วชั้นจะทำไงดีเนี่ย เพราะเดินทางไป Heathrow Airport ก็ปาเข้าไปเกือบชม. ก็แปลว่าต้องออกเดินทางตี 3 (ซึ่งบังเอิญว่าเป็นเวลาเข้านอนของเราพอดี ฮ่าๆๆ) ก็เลยตัดสินใจทำ essay ถึงตี 2.15 แล้วก็จัดกระเป๋า เผ่นออกจากบ้านตอนตี 3 ...โอ้ววววว ผลก็คือ ตายครับตาย ไปถึงสนามบินแล้วปรากฎว่ามันไม่ให้เช็คอินจนกระทั่ง 4.30am! เพราะว่าพนักงานยังไม่มา ..เอ่อ ก็เลยยืนต่อคิว สักพักทนไม่ไหว นั่งลงบนพื้นแล้วก็หลับไปเลย รู้ตัวอีกทีตอนพนักงานมากันแล้ว แล้วคนข้างหลังมันเหมือนจะตะโกนปลุกอะไรสักอย่าง...
 
พอเช็คอินเสร็จก็ไปนอนตายต่อที่ gate ..กว่าเครื่องจะออกก็ 6 โมง แล้วก็ต้องบินไป transit ที่ Milan ตอน 9 โมง (คือได้นอนประมาณ 2 ชม. เพราะไม่ส่วนต่างของเวลาด้วย) สนามบินที่ Milan ก็ดันห่วยอีก คือไม่มีงวงช้างมารับคนจากเครื่องบิน ทุกอย่างใช้ระบบรถขนส่ง (เหมือนสนามบินเล็กๆหลายที่ในอเมริกา) เล่นเอาหนาวก็หนาว..เพราะไม่ได้เตรียมเสื้อสำหรับไปเที่ยวอิตาลีเฟ้ย :D
 
CAIRO: The Capital of Egypt
 
(ภาพจาก google) เมืองที่วุ่นวายที่สุดในโลก

 
ไปถึง Cairo เมืองหลวงของอียิปต์ก็ปาเข้าไปบ่าย 3 ของเวลาที่นั่นพอดี  ด้วยความที่ซื้อ package โรงแรมสุดแพงของ STA travel ก็เลยทำให้มีคนมารับที่สนามบิน ก็ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายเพราะสนามบิน Cairo นี่สภาพพอๆกับหมอชิตบ้านเรา แต่แค่ขอให้ไปส่งสถานีรถไฟก่อน เพราะต้องไปรับตั๋วรถไฟ..คุณพี่คนขับรถแกก็ชาร์ตเพิ่ม 25 LE (=ปอนด์อียิปต์ มีค่าเท่ากับ 7 บาท) แถมกว่าจะซื้อตั๋วได้ก็รอประมาณ 1 ชม. ครับ โดนชาร์ตเพิ่มอีกเท่าตัว รวมเป็น 50 LE พอดิบพอดี...โอ๋ย...350 บาทนะนั่น (อย่าลืมว่าค่าครองชีพจริงๆที่อียิปต์ถูกกว่าไทยมากๆ น่าจะประมาณ 70% ของค่าครองชีพในไทย)
 
อ๋อ ทำไมถึงใช้เวลารับตั๋วรถไฟ 1 ชม.อ่ะเหรอฮะ.. คนไม่เยอะหรอก แค่ 10 คนในคิวเท่านั้นเอง แต่ป้าแกใช้เวลาประมาณคนละ 5-10 นาที กว่าป้าแกจะถามว่าไปไหนรู้เรื่อง แล้วก็โทรศัพท์ไปเช็คว่าตั๋วว่างรึเปล่า (คือมันไม่มีคอมพิวเตอร์อ่านะ หัวลำโพงยังมีแล้วเลย) แล้วก็ออก ตั๋วเป็นกระดาษเขียนๆ อีก (คือเป็นลายมือเขียนบอกว่า รถไฟเวลาเท่าไหร่ กี่โมง ไปจากไหน มาไหน กลัวว่าเค้าจะไม่รับจริงจริ๊ง..)..อูย...ถ้าไม่ได้คนที่มารับที่สนามบิน (ที่ชาร์ตเราแพงๆอ่านะ) มาช่วยคุยให้ ป่านนี้อาจจะใช้เวลา 3 ชม. ก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะโดนคนขายบอกว่า "ตั๋วหมด" แล้วก็โดนคนแถวนั้นหลอกให้จ่ายตังค์มันเพื่อไปซื้อตั๋วให้อยู่ดี ...
 
กว่าจะมาถึงโรงแรมก็ 6 โมงเย็น โรงแรมสามดาวอียิปต์ นามว่า Pharoahs Hotel ที่สภาพประมาณ 2 ดาวเท่านั้นแหละ แต่ก็พอรับได้...ถ้าหลังจากนั้นเราไม่ได้มาค้นพบว่าน้ำร้อนไม่ทำงาน จนต้องขอเปลี่ยนห้องตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ..เอาของมาทิ้งไว้ในห้องเสร็จแล้วเราก็กะจะออกไปเดินเที่ยวโรแมนติกริมแม่น้ำไนล์กัน แต่ปรากฎว่ามันไม่เหมือนริมแม่น้ำเธมส์ที่เงียบสงบสวยงาม หรือว่าแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังพอรับได้ เผอิญว่าริมแม่น้ำไนล์นั้นเต็มไปด้วยผู้คนจรจัดหรือไม่จรจัดก็ไม่รู้มากมาย ที่เห็นเราเป็นตัวประหลาด ตะโกน "หนีห่าวๆ" หรือไม่ก็ "konnichiwa" ไม่ก็หนุ่มๆหน้าตาหลีๆ มองเราด้วยหางตาแล้วก็หัวเราะๆ ตะโกนมาว่า "welcome to egypt baby!" หรือไม่ก็พยายามจะตื๊อเพื่อขายของอะไรสักอย่าง "cheap price! my friend! do u know how much it costs?" ทุกคนมา pattern เดียวกันเด๊ะๆ (สงสัยเรียนภาษาอังกฤษมาจากโรงเรียนเดียวกัน) 
 
เรือ felucca แล่นตอนกลางคืน ตึกสูงๆที่เห็นคือ Cairo Tower อารมณ์ประมาณตึกใบหยกบ้านเรา
 
สภาพบ้านเมืองของ Cairo อ่าเหรอ..จะบอกว่าห่างไกลกรุงเทพฯ ประมาณ 20-30 ปีได้ ตึกราบ้านช่องนี่อย่างเก่า รถแต่ละคันที่แล่นบนถนนอายุเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปีได้ และทุกคนต้องบีบแตรปี๊นๆน่าหนวกหูกันอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากไม่มีกระจกข้าง และไม่เปิดไฟท้ายกัน ไม่มีใครเคารพไฟเขียวไฟแดง ไฟแดงอ่าเหรอ...ถ้าคุณหยุดรถเมื่อไหร่ก็จะโดนรถคันข้างหลังบีบแตรปี๊นๆ ตะโกนไล่ด่าถึงโคตรพ่อโคตรแม่ (ประมาณว่ากรุงเทพฯยังอายไปเลยอ่ะ) ไม่มีหรอกห้างใหญ่ๆ หรือแม้แต่ร้านอาหารสะอาดๆที่พอรับได้ ถ้าไม่ใช่ร้านที่อยู่ในโรงแรม Sheraton หรือ Hilton ซึ่งก็เป็นอีกระดับไปเลย ร้านอาหารส่วนใหญ่สภาพดูน่ากลัวมากๆ เสี่ยงต่อการท้องเสียยิ่งนัก มื้อแรกของเราจึงเริ่มต้นด้วย ... (รู้สึกอายที่จะบอกจริงๆ)... "KFC" เฟรนไชส์ร้านเดียวใน Cairo .. (แบบว่าไม่มี McDonald's ด้วยนะเนี่ย)
 
เรียกได้ว่า วุ่นวายจนแทบจะประสาทกิน
 
DAY 2: PYRAMIDS and beyond
 
วันที่สองก็วางแผนจะไปเที่ยวปีรามิดซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง Cairo ประมาณเกือบชม.ได้ หลังจากต่อราคาแท๊กซี่เมื่อคืนได้ 150 LE (ราวๆ พันบาท) ต่อครึ่งวัน แรกๆคนขับก็ดูเหมือนว่าจะดีเพราะว่าทำหน้าที่ไกด์ไปด้วย ภาษาอังกฤษแกก็พอใช้ได้ แต่แล้วยังไม่ทันจะเริ่มถึงปิรามิดเลย อาการขายของแบบอียิปต์ๆก็เริ่มออกลาย ด้วยการพาเราไปที่ "พิพิธภัณฑ์กระดาษใบกก (papyrus museum)" ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ..ร้านขายของนั่นเอง!
 
ภาพเขียนอียิปต์โบราณบนใบกก (papyrus) ซึ่งมักเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายและเทพเจ้าต่างๆ โดยมีอักษรภาพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก - เฮียโรกลีฟิค - เขียนบรรยายไว้ 
 
หลังจากโดนกล่อมแล้วกล่อมอีก เราก็ชนะมันโดยการเดินออกจากร้าน ไม่ซื้อ ..แล้วก็เร่งคนขับว่าให้ไปถึงปีรามิดเร็วๆ แต่ก็ยังไม่วายเมื่อถึงปีรามิดปั๊บ..พี่แกไม่ได้พาเราเข้าตรงทางเข้าอ่าเด่... แต่พาไปหา เจ้าของอูฐ ที่พยายามจะให้เราขี่อูฐด้วยราคาแพงโข ด้วยความโง่เล็กน้อย ก็เลยตกลงไปได้ในราคา 130 LE (900 บาท) ต่อ 2 คน หลังจากที่เสียเวลาต่อราคาประมาณ 20 นาที จากเดิม 400 LE! .. แต่ปรากฎมันไม่ใช่แค่นั้นอ่าสิ เพราะว่าตอนก่อนจะลง พี่แกคนที่พาเราเดินขอค่าไกด์อีก พอให้ไป 50 LE มันก็จะขอเพิ่มอีก บอกว่าน้อยจัง (ทุเรศจริงๆ) ..แถมยังขอเงินให้เด็กที่จูงอูฐอีก ...สรุปแล้วเสียไป 200 LE (1,500 บาท)!
 
เสียสติไปแล้ว 1,500 บาท สำหรับการขี่อูฐ 1 ชม. เนี่ยนะ เพราะเพิ่งมารู้ว่าจริงๆแล้ว Official Camel Riding มันคิดแค่ 15 LE หรือร้อยกว่าบาทเท่านั้น!!
 
เจ้าอูฐตัวนี้แหละที่ผลาญเงินเรา ฉากหลังคือ Pyramids of Giza ที่ประกอบไปด้วย 3 ปิรามิดใหญ่ๆ (อันขวาที่มีขนาดเล็กสุด อันกลางที่ยังมีหินอ่อนอยู่ด้านบน และอันซ้ายซึ่งมีขนาดใหญ่สุด หรือที่เรียกว่า The Great Pyramid ซึ่งสร้างเป็นอันแรก) และ Queen's Pyramid ขนาดเล็กอีก 6 อัน (ในรูปเห็นแค่ 2) นี่คือปิรามิดที่มีชื่อเสียงที่สุดในอียิปต์ เนื่องจากขนาดอันมหึมาและความสมบูรณ์ที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันของมัน ด้านหน้าของ Pyramids of Giza เป็นที่ตั้งของ Sphinx สิงโตที่มีหัวเป็นฟาโรห์...
 
บนขอบของปีรามิดอันสูงเหยียด...(จริงๆแล้วเค้าห้ามปีนแหละ เพราะเมื่อก่อนมีนักท่องเที่ยวปีนกันแล้วตกลงไปตายหลายราย)
 
ด้วยความที่มีนักท่องเที่ยวมากมายในแต่ละวัน ปิรามิดต่างๆจึงจำกัดจำนวนคนที่เข้าไปได้ ให้ไม่เกิน 150 คนต่อวันเท่านั้น และสลับกันเปิดปิดในแต่ละช่วงของปี ด้านในปิรามิดเดิมเป็นที่เก็บมัมมี่และสมบัติทั้งหลายของฟาโรห์ แต่ปัจจุบันได้ถูกอังกฤษและฝรั่งเศสขโมยไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์กันหมดแล้วตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือไม่มันก็อยู่ที่ Egyptian Museum ที่เราจะไปในตอนบ่าย ... ด้านในจึงเป็นแค่ทางมืดๆ มีภาพเขียนเล็กน้อยเท่านั้น
 
หลังจาก Pyramids of Giza เราก็ตรงไปที่ Saqqara ซึ่งมี Step Pyramid ซึ่งเป็น ปิรามิดแรกของโลก คือเป็นปิรามิดที่ทดลองสร้าง โดยการสร้างฐานแบนๆก่อน แล้วค่อยๆ ก่อขึ้นไปเป็นชั้นๆ .. ว่ากันว่าหลังจาก Step Pyramid อันนี้ ปีรามิดอื่นๆที่สร้างตามมาก็ใช้วิธีนี้ และค่อยโปะหินทับเข้าไปอีกทีให้มันเรียบ  ก่อนที่จะสามารถสร้างปิรามิดเรียบๆได้แบบสำเร็จรูปใน Giza
 
 
หลังจากนั้นเราก็แวะไปพิพิธภัณฑ์เปิดที่ Memphis และก็กลับเข้ามาในตัวเมือง Cairo อีกครั้ง เพื่อเข้าชม Egyptian Museum ซึ่งเป็นที่เก็บวัตถุโบราณมูลค่ามหาศาลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Statue of Nefertiti หรือว่ามัมมี่ทั้งหลาย โลงศพของตุตันคาเม็น .. โอ้ว..ใหญ่มากๆ แบบว่าถ้าจะดูกันจริงๆ คงต้องใช้เวลาเป็นวันๆ อย่างแน่นอน ที่น่าเสียดายก็คือ..มันห้ามถ่ายรูปน่ะสิ! (เสียใจนะจ้ะผู้อ่าน..)
  
เย็นวันนั้นเราก็นอนบนรถไฟเพิ่มมุ่งหน้าไปเมือง Luxor ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชม. ..สภาพรถไฟ sleeper train ของเราไฮโซดีเมื่อเทียบกับรถไฟทั่วๆไปของอียิปต์ เนื่องจากค่ารถไฟไปกลับราคา $109 หรือราวๆ 4 พันกว่าบาท :D (คือถ้าเราเอาแบบธรรมดา เราจะจ่ายแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น) ที่นั่งเป็นห้องแบบส่วนตัว มีอ่างล้างหน้าด้านใน มีอาหารเย็น อาหารเช้าเสริฟ และที่สำคัญ..คือมีเตียงให้นอนสบาย...อ่า.. ฝันดีครับท่านผู้ชม ตื่นเช้ามาแล้วจะเล่าต่อ
 
(To Be Continued)
24 décembre

Egypt: Your Most Memorable Trip on Earth!

กลับมาแล้ว..ในที่สุดก็รอดกลับมาได้ คงไม่มีทริปไหนที่จะจำไปจนตายได้เท่าทริปนี้อีกแล้วในชีวิต เหมือนอยู่ในฝัน...ได้เห็นปีระมิด เห็นมัมมี่ ขี่อูฐ ...และฝันร้ายกับความวุ่นวายของกรุงไคโรและชาวอียิปต์ที่เรียกว่าเป็นฝันร้ายของนักท่องเที่ยวได้ในทริปเดียวกัน มีอะไรบ้างเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง  แต่ก่อนอื่น..
 
สรุปค่าใช้จ่ายต่อคนได้ดังนี้ (หน่วยเป็นปอนด์อังกฤษ = 75 บาท = 10 ปอนด์อียิปต์)
 
- ตั๋วเครื่องบิน 362 ปอนด์ (เพิ่งรู้ตัวว่าจริงๆแล้วควรจะบิน low-cost ไปลง Luxor มากกว่า)
- ประกันภัย 10 ปอนด์ (ทำไปทำไมก็ไม่รู้!)
- โรงแรมคืนแรก + airport transfer 29 ปอนด์ (ถูก STA หลอก แพงก็แพง แถม transfer นี่แวะไปสถานีรถไฟไปเอาตั๋วก็โดนชาร์ตเพิ่ม 50 ปอนด์อียิปต์ (LE)!
- visa 15 ปอนด์
- โรงแรมคืน 3 และคืนที่ 5 = 16.50 ปอนด์ (รู้สึกจะเป็นอะไรที่คุ้มสุดแล้ว)
- ตั๋วรถไฟตู้นอน ไปกลับ Cairo-Luxor-Alexandria 65 ปอนด์
- ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเข้า museum ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ไกด์ทัวร์ ช้อปปิ้ง ทิป ค่าโง่ ฯลฯ ทั้งหมด = 110 ปอนด์
 
รวมทั้งหมด ... 607.50 ปอนด์
= 45,000 บาท โดยประมาณ
เอิ๊ก..เกินงบ
 
สาเหตุของการเกินงบ
- ค่าโง่ โดนหลอกขี่อูฐราคาแพง
- ทิปวันละ 50 รอบ
- ซื้อทัวร์ 1 วัน
- ขึ้นรถไฟตู้นอนแบบไฮโซ แทนที่จะนั่ง first-class ธรรมดา (ซึ่งเป็น egyptian first class นะฮะ)
- เนื่องจากเบื่ออาหารอียิปต์ และ KFC เลยต้องเข้าร้านอาหารราคาลอนดอน ทั้งหมด 4 มื้อ (มื้อละประมาณ 5 ปอนด์/คน แทนที่จะเป็นราคาค่าครองชีพอียิปต์ ซึ่งถูกกว่าประเทศไทย)
 
สิ่งที่ได้รับ
- ไข้หวัด
- ท้องเสีย
- โรคประสาท โรคจิตหวาดระแวงผู้คน
- ความรักที่มีต่อกรุงเทพมหานครมหาศาล...
 
หึหึ...ไคโรทำให้กรุงเทพกลายเป็นเมืองสวรรค์ไปเลยล่ะคุณ (มีต่อ blog หน้า)

ภาพประกอบ: เจ้าของบล็อคและโรตีอียิปต์ ราดด้วยนมและน้ำผึ้ง ในตลาดนัดโต้รุ่ง Khan al-Khalili (ที่มีคนพยายามจะขายทุกอย่างให้คุณ โดยการตะโกน "หนีห่าว" และ "Konnichiwa" ใส่ทุกๆ 5-10 วินาที)

12 décembre

Leeds, York and the beloved sport of the Brits...

งานยังไม่เสร็จแต่ก็ยังจะไปเที่ยวอีกแหนะ เรื่องของเรื่องก็คือกระจอกข่าวทั้งหลายส่งตัวข้าพเจ้าไปสืบข่าวเรื่องหวานๆเลี่ยนๆ ณ เมืองลีดส์ ว่าจะน่าอ้วกออกมากันซะขนาดไหน เอ๊ย..ไม่ใช่! เรื่องของเรื่องคือจะไปดูสุดที่รักพี่ Stephen Hendry สุดยอดนักสนุ้กเกอร์มือสองของโลก (อดีตมือหนึ่ง 7 สมัยซ้อน) ซะหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้มาถึงอังกฤษ...
 
ก็เลยเดินทางไป York แต่ก่อนไปก็เลยถือโอกาสแวะ Leeds กลางทางเพื่อปฏิบัติภารกิจล้วงความลับเพนกวินกันก่อน แต่เหมือนจะไม่ค่อยได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมแฮะ...ก็เล่นเลี่ยนกันซะเสมอต้นเสมอปลายนี่นา แต่ว้า...อาทิตย์นี้รู้สึกเฮียเพนกวินจะผิดหวังเล็กน้อยเพราะไม่ได้ skype กะเจ๊ทั้งวันทั้งคืนเหมือนวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนๆ เนื่องจากวันเสาร์เจ๊ต้องไปขายเทียนที่ German Christmas Market และวันอาทิตย์เจ๊ก็โดนลากไปสนุ้กกะผู้เขียน...หุหุ แกล้งเพนกวินสนุกจังเลย 
 
 
เจ๊ฝนและร้านขายเทียนในตลาดนัดคริสต์มาสแบบเยอรมัน ( ชอบมากๆ บรรยากาศยุโรปสุดๆเลย แต่ราคาอังกฤษนะ หุหุ.. )
 
 
ห้างร้านในลีดส์ สิ่งล่อตาล่อใจอย่างเดียวทีมี ( ทั้งเมืองไม่มีวัตถุโบราณเลยสักชิ้นนะครับ )
 
สนุ้กเกอร์รายการนี้มีชื่อว่า Travis Perkins UK Championship ซึ่งรู้สึกจะมีคนเอเชียแข่งอยู่ 3 คน และนอกนั้นไม่เกาะบริเตนก็เกาะไอร์แลนด์ ( ชาติอื่นเค้าคงไม่สนกีฬาแบบนี้กันล่ะมั้ง ) และหนึ่งในนักสนุ้กเกอร์ชาวเอเชีย 3 คน แน่นอนว่ามีบุรุษนามว่า James Wattana หรือ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ของพี่ไทยรวมอยู่ด้วย และที่สำคัญ...เขาต้องมาปะทะกับ Stephen Hendry ในนัดที่เราจะไปดูนี่อ่าสิ กรี๊ดๆๆๆ น่าสนุก...
 
ก่อนไปดูก็ทำใจไว้ว่างานนี้ต๋องแพ้ราบ 9-1 ชัวร์ แต่ครึ่งแรกต๋องกลับนำไป 5-3 และก็ 7-5 จนทำเอา พี่ Hend' หงุดหงิดมีน้ำโห เลิกเล่นกลางคัน แล้วไปเล่นคุณไสย์อะไรก็ไม่รู้หลังเวที จนกลับมา century break แล้วก็ชนะติดต่อกันไปเลย 4 เฟรมรวด เล่นเอาพี่ต๋องของเราตาค้าง อึ้งไปเลยครับ.......ก็เค้ามือสองอ๊า.. ของเรามันสามสิบเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้..... T_T 
 
เอาล่ะ แข่งสนุ้กไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการไปชม ประเด็นมันอยู่ที่ว่า คุณจะล่าลายเซ็นต์ใครได้รึเปล่าหลังแข่งจบ 555+
ดังนั้นขณะที่แข่ง ขณะที่ลุ้นให้ต๋องชนะเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศ แต่ก็ลุ้นให้ Hendry ชนะไปด้วย เพื่อจะได้ถ่ายรูปคู่ ไม่งั้นพี่แกแพ้แล้วจะต้องหน้าตูด อารมณ์บูด แล้วก็อดได้ลายเซ็นต์...
 
เป็นดั่งคาดครับ หลังจากต๋องแพ้ พี่แกก็หลบไปเช็ดน้ำตาและหนีกลับออกทางประตูหลัง หายลับกลับบ้านไป ในขณะที่ Stephen Hendry โผล่ออกมาให้เราได้เขินจนหน้าแดง คิคิ แต่ที่น่ารักกว่าคือ Ken Doherty ที่ยังไม่ได้แข่งแต่ว่ามาแอบดูเพื่อนๆแข่งกันก่อน อัธยาศัยดีมากๆ แถมยังถามว่า "Are you guys from Thailand?" พอบอกว่าใช่ เค้าก็พูดว่า "sawasdee krub" แล้วก็ยิ้มๆให้ แถมหลังจากที่คนอื่นๆ ขอลายเซ็นต์เค้าเสร็จ เค้ากำลังจะเดินออกไป ก็มาทักพวกเราแล้วก็บอกว่า "Nice talking to you...I'll see you guys around sometimes!" (เปลี่ยนมากรี๊ดตานี่ดีกั่วแฮะ...ฮ่าๆๆๆ)
 

 

Ken Doherty มือวางอันดับ 7 ของโลก เพื่อนสนิทของต๋อง ศิษย์ฉ่อย เป็นคนดังอัธยาศัยดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

 

พี่ Hendry หายหน้าตูดแล้ว หลังจากพลิกกลับมาชนะต๋อง 4 เฟรมรวด แต่ก็ยังไม่หล่อเหมือนแต่ก่อนดูดี ว้า...หน้าปุๆปะๆหลังวัย 30 นี่แก้ไม่หายเลยจริงๆ

 

ทีมนักเดินทางประกอบด้วย บอย (ซึ่งปฏิเสธที่จะดูสนุ้กเกอร์ และขอไปงีบห้องเพื่อนแทน) เก่ง  ฝน และตั้ง (จากเมือง Leeds)

 

York Minster วิหารที่เลื่องชื่อประจำเมือง York แต่ไม่ได้เข้าเพราะงกและมันก็ปิด...อุอุ..

22 novembre

Egypt Rough Plan: New Estimated Budget

There have been some changes in the budget, as I'm now aware that I have underestimated the price ^^'' So, it might not be that cheap anymore...
 
Flight ticket - £365 (We decided to get this one from STA instead of lastminute.com) 
Iberia Air / Economy / 1 stop in Madrid - fully paid
 
Overnight Train - either £75 (inc. agency charge) or £12
Depending on 'sleeper train' or not - undecided
 
Visa Fee - £15 single - done
 
Insurance - £10 STA single trip - done
 
3 Nights 3* Hotels - £45 - done
 
Daily Expense inc. Entrance Fee - £15 x 5 days = £75 - may vary
 
Food - 0 as usual :P
 
Total = £522 - £585 per head
= 36,000 - 40,000 Baht
Still acceptable??
17 novembre

Rough Plan for Egypt

 
Rough Schedule*
<....> = unplanned/ will come up later
 
18 Dec (Sun)
Arrive Cairo at 4PM
Transfer to Pharoahs Hotel
Downtown Sightseeing
Felluca (1hr) on the Nile - Watching Sunset
Eat at Floating Fish Market
Khan al-Khalili (night bazaar)
 
19 Dec (Mon)
Breakfast at Hotel
Pyramids of Giza
Ride a Camel
Memphis
Packed Lunch @Step Pyramid
Step Pyramid
Back to Downtown - Dinner at Doqqi
Sleeper Train to Luxor
 
 
20 Dec (Tue)
Wake up, Breakfast on Train
Arrive Luxor at 6:30AM
Get Stuff to Hotel
Valley of the King/Queen
<....>
Tutotel Hotel
 
 
21 Dec (Wed)
<....>
Sleeper Train to Cairo
 
22 Dec (Thu)
Breakfast on Train
Arrive Cairo
Continue to Alexandria
Library
<....>
Train back to Cairo
Khan al-Khalili (again)
 
23 Dec (Fri)
Egyptian Museum
<...>
Taxi to Airport at Midnight
 
 
24 Dec (Sat)
Fly back to London at 4AM
Sleep on Plane
Taxi home (Tube not Working on X'mas Eve)
Die...
 
**Estimated Budget in GBP**
Flight ticket - 350
Hotels / 3 nights - 45
Overnight Train Tickets (Return) - either 60 / 15 depending on Class
Transport plus Entrance Fee per day - 15 x 5 = 75 (being so generous)
Food - 0 so cheap man! it could even be minus (save £££ compared with staying in London!)
--------
Total = between 485-530 pounds sterling (not including shopping and souvenir)
= approx Baht 35,000 per head
Interested?
6 novembre

อียิปต์

เบื่อเที่ยวยุโรปอ่ะ
กรุณาอย่าเพิ่งหมั่นไส้
ให้ลองจินตนาการดูว่า..
คนที่ไปเที่ยวประเทศเหล่านี้มาแล้ว
อังกฤษ - ฝรั่งเศส - สเปน - กรีซ - อิตาลี - ออสเตรีย - เชค - เบลเยี่ยม - ... ต่อไปจะเป็นอะไร
จะให้เป็นเนเธอร์แลนด์ - โปรตุเกส - ฮังการี - สวิส - ไอร์แลนด์ - เยอร์มัน...มันก็ได้อ่านะ
เพราะแต่ละประเทศจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร
แต่หากคุณไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ
หรือมีจุดประสงค์อะไร เช่น อยากจะไปดู Mona Lisa ที่ Louvre หรือจะไปกินหอยแมลงภู่ที่เบลเยี่ยม หรือไปดูบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน ไปเล่นสกีที่สวิสมากๆ เนี่ย...
ยุโรปก็หน้าตาเหมือนๆกันหมด..
อากาศคล้ายๆกันหมด..
สถาปัตยกรรมคล้ายๆกันหมด..
และที่สำคัญ...การคมนาคมช่างสะดวกสบายเหมือนๆกันหมด
มันก็ classic ดีอยู่หรอกนะ
แต่บ่อยๆ โดยที่ไม่มีอะไรมาคั่นกลาง มันก็เอียน...
คล้ายๆฟังเพลง classic นานๆ
โมสาร์ท - บีโธเฟ่น - บาค - ไชคอฟสกี้
แม้จะเป็นดนตรีต่างยุคสมัยกัน renaissance - romantic - baroque - contemporary - ... แต่มันก็แชร์ความเป็น classic เหมือนๆกัน
บางครั้งก็อยากมี rock, punk, hip hop, heavy metal ดูบ้าง
 
ขอเริ่มต้นด้วย rock ก่อนละกัน..อย่าเพิ่ง heavy metal เลย
อียิปต์นี่แหละจึงเป็นจุดหมายแรก...
 
นอนบนรถไฟ...
อืม ไม่เลวแฮะ
จะได้ไปเห็นปิรามิดของจริงซะที ไปขี่อูฐ ไปดูมัมมี่..ไปต้องคำสาป...
(ว่าแต่ที่นั่นจะมีมัมมี่เหลือให้ดูป่าวเนี่ย ไม่ใช่ไปอยู่ใน British Museum หมดแล้วนะ)
 
เที่ยวยากๆดูบ้างเพื่อความท้าทาย
ดูซิว่าจะตายมั้ย
 
จริงๆก่อนหน้านี้ก็เคยไปเที่ยวประเทศกำลังพัฒนามาแล้วบ้างอย่าง จีน แต่ตอนนั้นไปกับทัวร์ แบบว่ามีคนขู่มาเยอะ หรือไม่ก็ไปพวกประเทศเพื่อนบ้าน หรือว่าประเทศในเอเชียที่พัฒนาแล้ว..
คราวนี้ขอเป็นเด็กดื้อบ้าง...ไม่ฟังคำขู่
แล้วจะหาว่าไม่เตือน ฮ่า ฮ่า....
 
ทำประกันไว้เรียบร้อยแล้ว  
 
NB: ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เที่ยวยุโรปอีกแล้วนะ เที่ยวแน่ โดยเฉพาะสแกนดิเนเวียและยุโรปตะวันออก (จริงๆที่เบื่อคือยุโรปกลางนี่เอง ฮ่า ฮ่า) แต่ว่าขอพักครึ่งเวลาก่อน อ้อ อาจจะกลับไปกินหอยที่เบลเยี่ยมอีก ระวังตัวเอาไว้ให้ดี เจ้าเหล่า mussels ทั้งหลาย..
 
NBII: - [ ญี่ปุ่น ] จ่อ [ คิว ] รอไว้ [ แล้ว ] - คราวนี้ [บิน] เดี่ยว - [ของ] จริง - ปลายมีนา [ ศก ] หน้า -
26 septembre

My Visited Countries

เลียนแบบคุณ TEST และคุณ Jonathan Job อีกคน  
 


20% of the world - that much!?!

create your own visited country map

 
24 juin

Lake District ไปมาแล้วจ้า...

โปรแกรมทัวร์ใน Lake District

Day 1: Windermere & Bowness...ชมทะเลสาบ Windermere ที่ยาวที่สุดในอังกฤษ นั่งเรือชมทิวทัศน์ เดินเลาะไปตามทะเลสาบ เจอน้ำตก และแหล่งเป็ด นำขนมปังที่ขนมาจากลอนดอน (ใกล้เน่า..เอ๊ย!) มาเลี้ยงเป็ด

Day 2: Keswick ..ชมน้ำตก และ Stone Circle อันโด่งดังซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่โดยไม่ทราบสาเหตุ คล้ายๆกับ Stonehenge  และไปขับเรือยนต์ที่ทะเลสาบ Derwant Water อันได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยงามที่สุดใน Lake District  และแวะยัง Grasmere เมืองเล็กๆที่ดูน่ารักไปอีกแบบ ตกเย็นกลับมาพักที่ Ambleside ชมพระอาทิตย์ตกดิน

Day 3: Coniston ..เดินเขา ขึ้นไปจนถึงยอดสูงสุด และทักทายแพะ แกะ และขี้ของมันตลอดทาง ตกบ่ายก็พายเรือในทะเลสาบที่คลื่นแสนจะแรง และพักใน B&B น่ารักๆ ที่ชื่อว่า How Head Cottages ในบ้านหลังที่มีชื่อว่า Hedgehogs หรือ "บ้านเม่น"

Day 4: ไป Safari Park ที่ Knowsley เป็นเมืองเล็กๆระหว่างทางถึง Liverpool และแน่นอนเมื่อถึง Liverpool ก็ต้องไปเยือนสนามฟุตบอล และ Albert Dock ณ Merseyside แวะซื้อของที่ระลึก หมดเงินอีกหลายสิบปอนด์ ตกกลางคืนร้อนตับแตกจนต้องเปิดหน้าต่าง ต้อนรับยุงหลายสิบตัวมาอยู่เป็นเพื่อน

Day 5: วัน summer sale ได้เริ่มต้นขึ้น ก็เลยช้อปอย่างสุดมันใน Liverpool ก่อนจะมุ่งหน้ากลับสู่ London เทอร์โมมิเตอร์ในรถบ่งบอกอุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส...

ผลที่ได้รับ: ตัวดำ

คำบรรยายภาพ:

1 - แกะน้อยหน้าเอ๋อที่เทือกเขา The Old Man of Coniston

2 - ห่านเก๊กท่าเท่หน้า YHA Ambleside

3 - หนูบอยกับการให้อาหารสัตว์โลก

4 - ล่องเรือไปในทะเลสาบ Windermere

5 - เช็ดรถเนื่องจากนกมาขี้ใส่

6 - น้ำตกเล็กๆที่ซ่อนอยู่ตามรายทางทะเลสาบ Winderemere

7 - พี่พลับและซากเรือสุดโปรด (ถ่ายรูปมันอยู่นั่นแหละ)

8 - หนูบอยเก๊กท่าเท่มะ

9 - แกะน้อยๆ ใกล้กับ Stone Circle nr Keswick ในวันอากาศแจ่มใส

10 - ขับเรือยนต์ ใน Derwant Water

11 - ห่าน (อีกแล้วอ่ะ - -'') เวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน

12 -  ณ เก้าอี้ตัวนั้นข้างทะเลสาบ Ambleside (ตัวเดียวกับที่ยิ้มนั่ง อิอิ)

13 - น้ำตกใน Coniston ระหว่างทางขึ้นเขา

14 - ณ เกือบสุดปลายยอดเขา ..ลมมันแรง เกาะกันไว้จะได้เพิ่มมวล

15 - Coniston ยามเย็น

16 - แรดจริงๆเล้ยยยยย!!

18 juin

ประมวลภาพท่องเที่ยว 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา

1. Alton Towers

คืออะไร: สวนสนุกที่ดังที่สุดในอังกฤษ

อยู่ไหน: บนเทือกเขาแถวๆ Midlands ต้องนั่งรถไฟแล้วต่อรถโค้ช ถ้าเดินจากสถานีรถไฟก็ 3 วันถึง

ทำอะไร : เอาชีวิตไปเสี่ยงกับเครื่องเล่นอย่าง Oblivian ที่ดิ่ง 90 องศา หน้าปะทะดิน, Nemesis รถไฟเหาะตีลังกาห้อยขายชี้ฟ้า, etc.

ไปกับใคร: แป๊ก (ผู้กล้าแห่งเคมบริดจ์), หนูบอย (ผู้กล้า number 2), ตู่ (ผู้วิ่งหนีข้ามรั้วออกจากคิว Nemesis แล้วตะโกนว่า "กูม่ายหวายโว้ย!")

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ไปมา: สมองโล่ง สงสัยหลุดหายไปในอากาศแล้ว

2.Oxford

คืออะไร: เมืองที่มีมหาลัยดังที่สุดในอังกฤษ

อยู่ไหน: ถ้านั่งรถไฟก็อยู่ห่างไปแค่ 1 ชั่วโมง แต่กระแดะนั่งรถเลยใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง

ทำอะไร: Punting ฟรีที่ St.Hilda's College ของเต๋า, เที่ยวชม Christ Church College สุดหรู,เดินเที่ยวในเมือง Oxford ที่อย่างกะ Oxford Street

ไปกับใคร: พี่พลับ (คนขับรถ), หนูบอย (นัก punt มืออาชีพ) ...เจอเต๋า พีก แล้วก็พี่พีชด้วย

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ไปมา: ร้อนอ้วกแตกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! กลายเป็นหมูกรอบ

10 juin

Brighton - Dover - Canterbury

ไปเที่ยวมา 4 วันกับหนูบอย แทบอ้วกเลย อย่างกะไปค่ายลูกเสือ เดินป่า ขึ้นเขา ..เอิ๊กส์ ปวดระบม...

Day 1: ไป Brighton แต่เช้า มาถึงก็พยายามจะไปเช็คอินที่โรงแรม Royal Albion แต่มันบอกห้องยังไม่ว่าง เอ๋า..เวรกรรม ก็เลยไปนั่งเล่นอยู่ชายหาด กิน Fish 'n' Chips อย่างอารมณ์ดี  ก่อนจะไป Royal Pavillion ที่พักตากอากาศที่สร้างสมัยพระเจ้า George IV คนเดียวกับสมัยที่สร้าง King's College London แหละ  เป็นวังที่ข้างนอกเหมือนแขก แต่ข้างในเป็นจีน ดูแล้วก็งงๆ ไม่ค่อยจะ typical เท่าไหร่  ค่าเข้า 4.30 ปอนด์ แพง ไม่คุ้มเลย  เพราะดูแต่ข้างนอก นั่งเล่นแถวสนามหญ้าก็ได้ อิอิ  เสร็จแล้วเราก็เข้า Brighton Museum & Art Gallery ข้างๆนั่น ซึ่งกำลังมีนิทรรศการ Guys 'n' Dolls อยู่ เป็นภาพเขียนบ้าง ภาพถ่าย หุ่นบ้าง ของตุ๊กตาคน ดูแล้วโรคจิตๆดี... 

ตกเย็นนั่งรถเมล์ไปดู Brighton Marina Village นอกเมือง ที่ทำเป็นศูนย์ Outlet ใหญ่ และเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ โรงหนัง และโครงการที่พักอาศัย ได้เห็น Calvin Kline แบบ Outlet แล้วที่ราคาสูทลดจาก 800 เหลือ 400 ปอนด์เท่านั้นเองเค่อะ!!! (400 ปอนด์กับเสื้อเย็บขาดๆ จะเอาไปทำไมฟระ..) และได้กินอาหารจีนบนแพสุดหรู เพราะดันหลงเข้าไปในนั้น แค่ข้าวสวยถ้วยเดียวก็ปาเข้าไป 3 ปอนด์ รวมทั้งหมดก็ 33.50 ปอนด์พอดี T__T

Day 2: หนูบอยปกตินอนวันละ 2 กะ กะละ 6 ชั่วโมง แต่เมื่อคืนได้นอนแค่ 1 งีบ (1 ชั่วโมง) กับอีก 1 กะ ดังนั้นตอนเช้าก็เลยต้องลากออกจากเตียงด้วยความยากลำบากเพื่อไปกินอาหารเช้าให้ทันภายใน 9:30 ไม่งั้นจะอด (ยิ่งแพงๆอยู่ต้องเอาให้คุ้ม) ..หน้าตาก็ดูง่วงอย่างกะอะไร เสร็จแล้วเราก็นั่งรถออกไปดูโบสถ์ St.Peter แล้วก็ Preston Manor..บ้านทรง Edwardian ที่ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเล้ย (ให้ตายสิ!) แล้วก็เดินเล่นเหยียบขี้หมาในสนาม  ต่อจากนั้นก็เริ่มหาทางไป Booth Museum ที่ดูจากแผนที่แล้วมันน่าจะ 15 นาทีถึง แต่ปรากฎว่าต้องเดินขึ้นเขาเลียบทางรถไฟ แถมทางก็วกวนไปมา กว่าจะฝ่าไปถึงได้ปาเข้าไปครึ่งชั่วโมงกว่า ที่นี่เหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ร้างเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย น่าสงสารมาก ทั้งๆที่ก็มี collection สัตว์สตั๊ฟฟ์ และโครงกระดูกสัตว์อยู่เพียบ แถมยังค่าเข้าฟรีอีกต่างหาก  ลุงที่เฝ้าอยู่ก็ดูน่าสงสาร เราเลยซื้อแมวน้ำจิ๋ว 1 ตัว เพื่อช่วยเหลือให้ลุงมีงานทำ

ตกเย็นก็กลับมาค้างลอนดอน 1 คืน มาหาพี่พลับ ^_^ และเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปลุยต่อ โย่!

Day 3: ออกเดินทางจาก London ไปยังเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Walmer โดยผ่าน Dover  ..เหตุที่ไป Walmer นั้นก็เพราะ Castle เนี่ยแหละ ที่ร่ำลือนักหนาว่าท่าน Duke of Wellington สุดหล่อของข้าพเจ้านั้นโปรดปรานยิ่งนัก กว่าจะฝ่าไปถึงได้ก็แทบกระอักเลือด เมืองบ้าไรไม่รู้เป็นภูเขาสูงๆต่ำๆและที่สำคัญไม่มีรถเมล์เลยสักคัน แท๊กซี่ก็ไม่มี ร้านค้าก็หาไม่เจอ ทั้งเมืองมีแต่คนแก่ ช่างดู Kent ซะนี่กะไร :D แต่พอไปถึงก็ต้องร้องว้าวด้วยความอลังการณ์ Walmer Castle ช่างเป็นปราสาทที่สวยงามมาก ติดทะเล และถูกดัดแปลงมาเป็นที่พักตากอากาศของ Lord Warden สืบต่อมา (ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้งานอยู่) โดยที่ในอดีตมีทั้ง William Pitt the Younger, Duke of Wellington และ W.H.Smith (ใช่แล้ว...คนที่เปิดร้านขายหนังสือน่ะแหละ!!)

จากนั้นก็มายัง Dover เอาข้าวของเข้าไปเก็บใน B&B ริมหาด และไปยัง Dover Castle ด้วยเส้นทางที่แสนทุลักทุเล ที่ระดับ 500m จากน้ำทะเล เอิ๊กส์..กว่าจะถึงทางเข้าเล่นเอาตาย ก็ชาวบ้านเค้าขับรถขึ้นมากันทั้งนั้นน่ะสิ!! เป็นปราสาทเก่าสร้างสมัย Henry II แหนะ...และกว้างใหญ่ไพศาลมาก  กว่าจะเดินครบ  คาดว่าวันนี้เดินขึ้นเขาลงเขาไป 10 กว่ากิโลแล้วล่ะมั้ง

Day 4: อุตส่าห์ตื่นเช้าจะนั่งรถบัสไปดู Gateway to the White Cliffs ..ที่ไหนได้มันก็อยู่บนเขาใกล้ๆกับ Castle นี่เองคนขับรถงี่เง่าไม่รู้จักก็เลยให้ตั๋วมาผิด เสียเงินเพิ่มตั้งเยอะ ก็ว่าทำไมมันแพงๆแปลกๆ แถมลงจากรถเมล์แล้วยังเดินต่อไปอีก 1.5km และตอนกลับเราก็เพิ่งรู้ว่ามันมีทางลัดลงมาโผล่ใกล้ๆ B&B เรานี่เอง!! แถมข้างบนนั้นก็ไม่ได้สวยไปกว่าวิวที่มองจาก Dover Castle ซักเท่าไหร่เลย T___T (ค่าโง่ 7.40 ปอนด์)

พอแล้วกับ Dover ก็ไปต่อยัง Canterbury เจอ Canterbury's Tales เด็กต่อคิวเยอะอย่างกะดีสนีย์แลนด์ เราเลยไม่ได้เข้าไปและตรงไปยัง Cathedral อันเลื่องชื่อแทน ปรากฎว่าขนาดเล็กและสวยน้อยกว่าที่คิดเยอะเลย แถมสถาปัตยกรรมภายในยังดูคล้ายกับ Westminster Abbey และสวยน้อยกว่ามาก  เก็บค่าเข้านักเรียน 4 ปอนด์ และมีใบปลิวอธิบายว่าทำไมเราต้องเก็บค่าเข้าไว้ซะยาวเหยียด โดยสรุปง่ายๆก็คือ ที่นี่ต้องเสียค่าบำรุงวันละ 9,000 ปอนด์!! (เชื่อดีมั้ยหนอ..เงินเดือนพนักงานเก็บตั๋วป่าวหว่า)...

เสร็จแล้วเราก็ได้ไปกิน Jacket Potato ที่อร่อยที่สุดในโลก ไม่เคยกิน Jacket Potato ที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อนเลย... ^__^''

เพิ่มเติม: ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่ http://gigadot.diaryhub.com เว็บหนูบอยนะจ้ะ

5 juin

เที่ยวเคมบริดจ์รอบที่ 100

ถึงรึเปล่าหว่า...

ถึงรึเปล่าก็ไม่รู้แหละ ก็อยู่มา 2 ปีแล้ว และตอนมาอยู่ลอนดอนอีก 2 ปีเนี่ย ก็ไปซะปีละ 4 หนได้ เอ่อ..ที่พักฟรี ไม่เป็นไร หุหุ

คราวนี้ไปเอาหนังสือไปให้น้องหญิง แล้วก็ไป punt กับหนูบอย  เป็นทริปเคมบริดจ์ที่มีการถ่ายรูปมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  เลยเอารูปมาฝากกัน  เดี๋ยวหนูบอยก็จะมาลอนดอนวันจันทร์นี้แล้ว และเราก็จะไปเที่ยวกัน เย้ เย้.......... ^__________^

25 mai

Trip Planner

ว่าจะเขียนอะไรที่ออกห่างภาพยนตร์สักหน่อย เพราะรู้สึกช่วงนี้ทำตัวเข้ามาหมกกับโลกแห่งเซลลูลอยด์มากเหลือเกิน ก็ทำไงได้สอบเสร็จปุ๊บงาน review หนังก็ประโคมเอา ขนาด Star Wars ที่ฉายพร้อมกันที่เมืองไทยยังต้องกลับมาวิเคราะห์เลย (ก็แหม หนังมันดังอ่ะ..เข้าจายหน่อย หุหุ) เอาเป็นว่า..หลังจากนี้ก็ขอลุยเที่ยวบ้างล่ะนะฮะ

1-2 วันก่อนเป็นช่วงเวลาแพลนทริปเที่ยว มีหลายทริปเหลือเกินตั้งแต่ Lake District, Alton Towers, Brighton, Dover-Canterbury, Windsor & Eton (อันสุดท้ายนี่ inspire มาจากเจ้าชายวิลเลียม) ..ก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ไปหมดรึเปล่าเนี่ย แต่ที่แน่ๆ Lake District นั้นจองโรงแรมไว้แล้วมีดังนี้

19/06  ออกเดินทางโดยรถพี่พลับสู่ Windermere เมารถกันไปข้างนึง พักที่ YHA Windermere (งบน้อย)

20/06 เที่ยวแถว Windermere ปีนเขา พายเรือ และ คงขึ้นไป Ullwater ด้วย พักที่ Ambleside YHA ที่น้องยิ้มบอกมาว่า สวยมาก....(ถึงได้แพงกว่าที่อื่น)

21/06 ลงไป Coniston แล้วก็กลับขึ้นพักในเมือง Keswick คราวนี้ขอเป็น B&B บ้างเพื่อความแปลกใหม่

22/06 ดิ่งลง Peak District และเลี้ยวเข้า Liverpool เพราะสงสารแฟนคลับที่ยังไม่เคยเที่ยวเมืองตัวเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า (ข้าพเจ้ายังไป Manchester มา 4 รอบเลย) พัก Liverpool 1 คืน ที่โรงแรมสุดโปรด Formula 1!!!! (Accor จงเจริญ - จากสาวก Formula 1 + Ibis)

23/06 กลับลงลอนดอน พยายามจะอ้อนผู้ร่วมทางให้แวะ Birmingham เพื่อเข้าชมแกลลอรี่สุดโปรดที่นั่น และแวะกิน Balti แกงอินเดียที่หนูบอยไม่มีทางกินแน่ๆเลย - -''

ส่วนทริปอื่นๆนั้นเดี๋ยวก็คงจะมีตามมา การแพลนยังไม่ลงตัวดีขอรับกระผม ^^"

ว่าแต่จะอ่าน Hitchhiker's Guide to the Galaxy มั้ย? ฮ่า ฮ่า พอก่อนเรื่องภาพยนตร์ละกันนะ..(เดี๋ยวจะเฉาตายกับมันพอดี)

ป.ล. ข้างล่างนั่นคือข้าพเจ้าเองเมื่ออายุ 15 ขวบ ณ Lake District

แก้ไขเพิ่มเติม: ปัจจุบันยกเลิกที่พักที่ Keswick แล้ว มาจอง B&B ใน Coniston แทนตามคำเรียกร้องของน้องยิ้ม และเราก็ได้ที่พักที่ถูกกว่า (เฮ) 

24 avril

บันทึกการเดินทาง: ผจญภัยในเบลเยี่ยม!!

ตีพิมพ์ลงนิตยสาร "เล่มโปรด" ฉบับกุมภาพันธ์ 2005

5 Days in BelGiuM!

DAY 1: ออกเดินทาง

 

7:30 เวลาลอนดอน -- เช้าตรู่ของวันเสาร์ในช่วงวันหยุดปิดเทอม ฉันพบว่าตัวเองกำลังนอนซมอยู่บนเตียงอันแสนนุ่มคลุมด้วยผ้าห่มหนา บรรยากาศน่าชวนหลับต่อชะมัด ฮ้าว..!! อะไรกันเนี่ย ทำไมเราต้องตื่นเช้าขนาดนี้ด้วย  ฉันแซะตัวเองออกจากเตียง แปรงฟัน ล้างหน้า และลากกระเป๋าใบใหญ่ ออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟ Waterloo ด้วยความง่วงสุดชีวิต จะไปเที่ยวทั้งที จองตั๋วยูโรสตาร์เที่ยวสายๆกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอ...ฮ้าว! เอาล่ะ ในที่สุดก็ถึงสถานีรถไฟเสียที  และฉันกำลังจะขึ้นมาบนรถไฟยูโรสตาร์แล้ว รถไฟสายด่วนนี้กำลังจะออกเดินทาง  น่าตื่นเต้นชะมัดเลยกับความเร็วเป็นร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง  ฉันกำลังจะมุ่งหน้าจากลอนดอนไปบรัสเซลส์...ภายในเวลา 2 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที ฉันจะลอดใต้มหาสมุทร ผ่านช่องแคบอังกฤษและไปถึงยังจุดหมาย ฮอลิเดย์ในฝัน..กำลังจะมาถึงแล้ว! แต่ตอนนี้ขอเวลางีบก่อนนะ...คร่อก (อีกครั้ง)

 

10:40 เวลาภาคพื้นยุโรป GMT+1 -- ฉันคิดได้ว่า...ลืมตาตื่นขึ้นมาอ่านคู่มือท่องเที่ยวก่อนดีกว่าที่จะเดินหลงจนหาทางออกจากสถานีรถไฟไม่ได้  ว่าแล้วฉันก็หยิบ Lonely Planet เล่มหนา บวกกับข้อมูลต่างๆที่หามาจากอินเตอร์เน็ตออกมาจากกระเป๋า ทุกคนพูดเหมือนกันหมด เบลเยี่ยมน่ะ...มากิน ไม่ได้มาเที่ยว ดังนั้น เตรียมท้องคุณให้ว่างพอที่จะยัดวาฟเฟิลสัก 2-3 ชิ้น ช็อกโกแลตสัก 3 กิโล หอยแมลงภู่อีกสัก 4 หม้อใหญ่ๆ พร้อมเบียร์อีกสักวันละ 5 ขวด ลงไปไหว  ของกินที่นี่มีชื่อเสียงมาก... ผิดกับที่อังกฤษซึ่งฉันจากมา...เหมือนเป็นสวรรค์ประทานอาหารมาให้ในช่วงวันหยุดปิดเทอมนี้จริงๆ ดังนั้นข้าพเจ้าต้องกิน กิน และกิน ให้พอ! (ให้มันอ้วนจนตายกันไปข้างนึง)

 

12:00 เที่ยงแล้ว แดดส่องตรงกลางหน้าพอดีเด๊ะเมื่อรถไฟยูโรสตาร์แล่นมาจอดที่ใจกลางเมืองบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยมพอดี วันนี้อากาศสดใส ดังนั้นเราจึงต้องใช้ประโยชน์จากมันให้มากที่สุด ฮึ่ม! (ก่อนที่จะฝนเทลงมา แล้วต้องมาถ่ายมิวสิควิดีโอ...ม่ายอ๊าว..ม่ายอาว!) เมื่อเช็คอินที่โรงแรมซึ่งอยู่ติดสถานีรถไฟประมาณ 20 ก้าวพอดิบพอดีเสร็จ  ฉันจึงมิรอช้ามุ่งหน้าไปในเมืองโดยทันที พร้อมกับสังเกตระบบขนส่งมวลชนที่นี่ไว้กันหลง  บรัสเซลส์มีรถไฟใต้ดินเพียง 3 สายเท่านั้น โดยที่การเดินทางส่วนใหญ่จะอาศัยรถรางที่วิ่งไปทั้งใต้ดินและบนบก ปะปนกับรถยนต์ทั่วไปมั่วไปหมด แต่ช่องเสียบตั๋วที่นี่น่ะสิ ดันไม่มีที่กั้น คล้ายๆกับหลายประเทศในภาคพื้นยุโรป คนก็โกงเอา..โกงเอา...ไม่เห็นมีใครซื้อตั๋วกันซักคน แต่หนูเป็นคนดีค่ะ (กลัวโดนจับอดกลับประเทศ...ฮ่า!) เมื่อถึงจตุรัสกลางเมืองหรือที่เรียกว่า Grand Place ซึ่งประกอบไปด้วยตึกสำคัญๆอย่าง Town Hall, Guild Houses และ King’s House รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ต่างๆ นั้น ฉันก็พบของกินเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวาฟเฟิลต้นตำรับ ช็อกโกแลตหลากรส ฯลฯ วางขายกันอยู่เป็นซุ้มๆ แบบตลาดนัด  เห็นแล้วอดใจไม่ไหวต้องซื้อ หอยทากลวกมาลองรับประทานดู หืม..รสชาดเหนียวนุ่มสุดอร่อยอย่าบอกใคร! และแล้วฉันก็มุ่งหน้าไปยังรูปปั้น เด็กฉี่ หรือที่เรียกกันว่า Manneken Pis ผู้โด่งดังที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบรัสเซลส์ไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า เจ้าเด็กน้อยนี้มาตั้งอยู่ที่นี่ทำไม แต่ก็ทราบว่ารูปปั้นนี้มีอยู่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 แล้ว จนกระทั่ง ค.ศ. 1619 ศิลปินที่ชื่อว่า Jerome Duquesnoy ได้สร้างรูปปั้นทองแดงขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนของเก่าที่ผุพังไป จากนั้นก็ได้มีความพยายามหลายครั้งที่จะปกป้องรูปปั้นเด็กฉี่นี้จากภัยสงคราม และได้มีการขโมยเกิดขึ้นหลายครั้ง จนทำให้ Manneken Pis โด่งดังไปทั่วโลก แต่ทุกคนที่เห็นของจริงก็ต่างอึ้งกันไปตามๆกันว่า ทำไมตัวจิ๋วแค่เนี้ย? นี่หรือคือสัญลักษณ์แห่งบรัสเซลส์...(ลองเทียบกับเทพีเสรีภาพแห่งนิวยอร์คดูสิ..)

 

DAY 2: เวนิซแห่งทิศเหนือ

 

11:00 หลังจากที่ไปเดินตลาดนัดวันอาทิตย์ใกล้สถานีรถไฟสายใต้ของบรัสเซลส์มาเมื่อเช้า ฉันก็หอบข้าวของพะรุงพะรัง (มีช็อกโกแลตประมาณ 3 ถุงใหญ่ๆ) ขึ้นรถไฟไป บรูจ (Bruges) เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น เวนิซแห่งทิศเหนือ ที่รายล้อมไปด้วยคลองมากมาย ซึ่งแม้จะไม่น่าทึ่งเท่ากับเวนิซแห่งอิตาลีต้นตำรับ แต่ก็ไม่เน่าเหมือนเวนิซแห่งทิศตะวันออก บางกอก หึหึ! อากาศวันนี้ไม่หนาวมากนัก ทำให้ฉันนึกสนุกไปแล่นเรือรอบคลองพร้อมกับถ่ายรูปบรรยากาศไปด้วย เสร็จแล้วก็สบายใจเฉิบไปนั่งรับประทานหอยแมลงภู่อบไวน์ขาวหม้อยักษ์ ในภัตราคารอาหารเบลเยี่ยมที่มีให้เลือกเกลื่อนกลาดในราคาเท่าๆกันคือ จานละ 20 ยูโร หรือราวๆ 1,000 บาทเท่านั้นเองค่ะท่านผู้ชม...

 15:00 บรูจเป็นเมืองเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยจตุรัสกลางเมืองสองแห่ง การชมทิวทัศน์ของบรูจนั้นจะสมบูรณ์แบบเสียไม่ได้ถ้าหากไม่ได้ ปีนขึ้นไปบนหอคอย The Belfry ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในเมืองบรูจ คือมีความสูงถึง 83 เมตร และบันไดทั้งหมดในนี้เป็นบันไดวน (คำนวณกันเอาเองละกันว่ามีกี่ขั้น) ..เล่นทำเอาฉันทั้งหอบแฮ่กและเวียนหัว จนลงมาคุยกับม้าในรถลากที่มีวิ่งอยู่เกลื่อนกลานทั่วไปในบรูจนั้นรู้เรื่อง เสร็จแล้วก็ต่อด้วยการเดินเที่ยวชมบรรยากาศเมืองที่เงียบสงบ พร้อมกับนั่งดูคนอื่นจิบเบียร์เย็นๆ (เป็นเด็กดีห้ามดื่มแอลกอฮอล์นะคะน้องๆ) ฟังเพลงคริสต์มาสและดูไฟประดับประดาที่มีอยู่ทั่วเมืองจนตกเย็น ก่อนที่จะงีบหลับปุ๋ยไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย...คร่อก

 

DAY 3: นักเดินทาง

 

9:00 แม้ว่าเบียร์ที่นี่จะถูกกว่าน้ำเปล่าเสียอีก แต่อย่างน้อยคนเค้าก็ไม่ดื่มเบียร์กันเป็นอาหารเช้า ฮ้าว..!! เช้าวันใหม่สดใสอีกตามเคย วันนี้ฉันจะเที่ยวในบรูจให้หนำใจไปเลย

10:30 แล้วฉันก็ระลึกขึ้นได้...วันนี้วันจันทร์นี่นา - พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายปิดหมด! (แห้วกินแล้วเรา) ไม่เป็นไร...ไปโบสถ์ก็ได้  ว่าแล้วก็เริ่มต้นด้วย The Chapel of Holy Blood โบสถ์สไตล์โรมันเนสก์ที่เชื่อกันว่ามีโลหิตของพระเยซูบรรจุไว้ภายใน อย่างไรก็ดีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ได้ระบุแน่ชัดว่า กล่องทื่เชื่อกันว่าใช้บรรจุโลหิตนั้นได้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11-12 ในกรุงคอนสแตนติโบเปิลต่างหาก (ว่าแล้ว...ตามฟอร์ม) ต่อจากนั้นฉันก็มุ่งหน้าลงไปยังทิศใต้สู่ Our Lady’s Church สถานที่ที่มุ่งมั่นว่า ฉันต้องไป!” เนื่องจากความชื่นชอบส่วนตัวที่มีให้กับ Michelangelo ศิลปินนักปั้นชาวอิตาลีสุดที่รัก เพราะโบสถ์นี้เป็นที่ตั้งของรูปปั้นแกะสลัก “Madonna and the Child” อันมีชื่อเสียงของเขา 

13:00 บ่ายแล้ว...จะไป ทะเลสาบแห่งรัก หรือ Minnewater ทันมั้ยหนอ? ฤดูหนาวอย่างนี้พระอาทิตย์ลับฟ้าตั้งแต่ 4 โมงเย็น แล้วข้าพเจ้ายังเดินดุ่มๆ อยู่ไม่ถึงไหนเลย...ว่าแล้วก็หยุดบ่นและมุ่งหน้าลงไปต่อ และแล้วฉันก็มาถึงริมทะเลสาบที่น้ำใสนิ่ง ซึ่งผิวหน้าบางส่วนกลับกลายเป็นน้ำแข็งแผ่นบางไปเรียบร้อยแล้ว มีนก เป็ด และหงส์ เดินและว่ายน้ำหาอาหารกันอยู่ทั่ว โอ้ว..โรแมนติกยิ่งนัก... บรูจเป็นเมืองเล็กๆ ที่แสนสงบ ด้วยบรรยากาศเป็นธรรมชาติ ที่ถูกถนอมไว้จากการทำลายของน้ำมือมนุษย์ และชาวพื้นเมืองที่นี่ก็ยังไม่ถูกรุกรานโดยอารยธรรมแมคโดนัลด์+สตาร์บัคส์ อีกด้วย!

 

DAY 4: เมืองหลวงแห่งยุโรป

 

12:00 นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยมแล้ว บรัสเซลส์ก็ยังถือว่าเป็นเมืองหลวงของยุโรปอีกด้วย และเวลาก็ไม่เคยคอยใคร ฉันจึงรีบบึ่งกลับมายังบรัสเซลส์อีกครั้งด้วยความหวังว่าจะไม่พลาดสถานที่สำคัญๆ อะไรไป (แต่ก็ดันตื่นซะเกือบ 10 โมง น่ะวันเนี้ย..) ที่ทิศตะวันออกของบรัสเซลส์ เป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะ Cinquantenaire ที่ตั้งของ Arc de Triomphe - ประตูชัยแห่งบรัสเซลส์ ที่ถูกสร้างในสมัยของกษัตริย์ Leopold II สำหรับงานนิทรรศการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งอิสรภาพของประเทศเบลเยี่ยมในปี 1880 แต่น่าเสียดายที่วันนี้อากาศไม่ดี..อูย...ทั้งฝนตก พายุซัด จนทำให้ฉันต้องรีบเดินย่ำๆๆ กลางสายฝนเข้ามาหลบภัยในตึกๆ หนึ่ง รูปร่างกาก ข้างหน้ามีธงพื้นสีน้ำเงินที่มีดาวสีเหลือง 12 ดวงล้อมรอบเป็นวงกลม  ใช่แล้ว....ที่นี่คือสำนักงานใหญ่ของสหภาพยุโรป หรือ Berlaymont ที่ทำงานของ European Commissioners นั่นเอง! เมื่อแอบไปถามพนักงานว่า ขอเข้าไปชมได้มั้ยคะ และโดนไล่ตะเพิดออกมา (ฉันเป็นนักข่าวมาจากเล่มโปรดมาทำข่าวนะยะ!!”) ฉันก็เลยไปสังเกตตึก EU อื่นรอบๆ บริเวณนั้นแทน มีทั้งตึกที่ทำงานของ Council of Ministers และ European Parliament ว้าว...ตื่นเต้นๆๆ!

 

17:20 กว่าจะหายตื่นเต้น แล้วกลับมาถึงในตัวเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิด แล้ว Night Tour ของฉันก็เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความมืดและสายฝน (โชคดียังไม่ต้องใช้ไฟฉาย) ฉันเดินไปตามทางที่วางแผนไว้ผ่านสถานที่สำคัญต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Palace de Justice, Congress, Royal Palace และ Royal Park ที่แสนจะเงียบเหงา มีเพียงเสียงน้ำฝนตกกระทบหญ้า แต่เนื่องจากฉันก็ไม่ค่อยจะเหมือนนางเอกมิวสิคสักเท่าไหร่  ดังนั้น..ไปกินหอยแมลงภู่อีกมื้อดีกว่า! (คราวนี้เป็นที่ภัตราคารสุดหรู Aux Armes de Bruxelles บนถนนคนขายเนื้อ  Rue des Bouchers)

 

DAY 5: อะตอมยักษ์

 

11:00 โอ้ว...ไม่นะ วันสุดท้ายแล้วนะ! ทำไมต้องฝนตกด้วย! No! No! No! – อืม...ปลง ว่าแล้วฉันก็ตัดสินใจเที่ยวสถานที่ ในร่ม แทน เริ่มต้นด้วยโบสถ์ Notre Dame Church of Laken ที่สร้างขึ้นสมัยกษัตริย์ Leopold I เพื่อเป็นเกียรติแก่สิ้นพระชนม์ของพระนาง Louise-Marie ราชินีองค์แรกแห่งเบลเยี่ยม  จากนั้นฉันก็มุ่งไปยัง Museum of Musical Instruments พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีที่ได้ชื่อว่า ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีแม้กระทั่งเครื่องดนตรีไทยบางชนิดอย่าง ขิมหรือจะเข้โบราณ รวมอยู่ด้วย  น่าเสียดายที่คำอธิบายต่างๆ นั้นมีแค่ภาษาฝรั่งเศสและภาษาเฟลมมิช อย่างไรก็ดีค่าตั๋ว 6 ยูโรนั้นก็ได้รวมค่า Audio Guide แบบไร้สายอยู่ด้วย เท่จัด...เวลาเดินไปใกล้เครื่องดนตรีชิ้นไหน เสียงดนตรีของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นก็จะปรากฎขึ้นมา (แต่ต้องยืนนิ่งสุดชีวิตสัญญาณมันถึงจะไม่หายไป!) ที่ชั้นบนสุดของพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นห้องอาหารแบบห้องกระจกที่สามารถมองออกไปเห็นทิวทัศน์ของเมืองบรัสเซลส์ได้

 

15:00 ในที่สุดก็ตัดสินใจ...ก่อนที่จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว ลุยฝนก็ฝน!! และแล้วฉันก็มุ่งเหนือขึ้นไปยังชานเมืองของบรัสเซลส์ในย่านที่เรียกว่า Heysel ที่เคยใช้เป็นที่จัดงานนิทรรศการโลกเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาก่อน เมื่อปี 1935 และมีสัญลักษณ์ในการจัดนิทรรศการนั้นเป็นอะตอมเหล็กยักษ์ หรือที่เรียกว่า Atomium ซึ่งเทียบได้กับหอไอเฟลแห่งบรัสเซลส์เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะความสูงทั้งหมดถึง 102 เมตร  โดยที่อะตอมแต่ละลูกนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 18 เมตร แล้ว ข้างในนั้นยังมีลิฟต์ให้คนขึ้นไปชมวิว และแถมยังมีร้านอาหารบุฟเฟต์อีกต่างหาก! นอกจากนี้ในบริเวณ Heysel ยังมีโรงหนัง IMAX และสวน Mini-Europe ที่จำลองสถานที่สำคัญๆในยุโรปด้วยอัตราส่วน 1:25 อีกต่างหาก

 

18:56 รถไฟยูโรสตาร์เคลื่อนตัวออกจากสถานี Gare du Midi เมืองบรัสเซลส์ เพื่อมุ่งหน้าผ่าน Lille ประเทศฝรั่งเศสและตรงไปยังสถานี Waterloo ประเทศอังกฤษ  ผู้โดยสารคนหนึ่งกำลังหลับปุ๋ยอีกตามเคย หลังจากที่ซัดบาร์บีคิวชิกเก้นวิงส์ไป 6 ขา และช็อกโกแลตเบลเยี่ยม Leonidas ไปอีกครึ่งกิโล...